Planet TLWG

Syndicate content
Planet TLWG - http://linux.thai.net/planet
Updated: 45 min 1 sec ago

Udomsak: OpenStack ตอนที่ 2

25 July, 2014 - 14:00
เนื่องจากรอ Download configuration software  เขียนไว้    

ก่อนที่จะมาเริ่ม ตอนที่ได้บอกเอาไว้ เรื่องการใช้งาน OpenStack + Docker + OpenVswitch ตามที่ได้บอกเอาไว้เมื่อตอนก่อน  ( OpenStack ตอนที่ 1 )  มาว่ากันเรื่องของ Virtualization กันก่อนเพื่อความเข้าใจ ในระบบก่อนที่จะไปลงลึกในละเอียด

คำว่า VM  ที่เรารู้จักกัน ว่าไปแล้วก็คือ Hardware Virtualization  ( ไม่ใช่  Visualization ) ได้ โดยได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักใหญ่ๆ 

  • Full Virtualization  คือ จำลองลักษณะการทำงานของ Hardware จริงๆ ทั้งหมด  เช่นพวก Virtual Box , Vmware workstation , Parallels* ( Desktop , MAC )  ดูจากรุปจะเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น จะเห็นว่าไม่มีการ เปลี่ยนแปลงใดๆ ของ  Guest OS   ซึ่งจะแตกต่างจาก Xen  ( Citrix )  ที่จะมีการ Modify Kernel

    แบบนี้ จะไม่ซับซ้อนอะไร สำหรับ  End  User แค่ติดตั้ง Guest OS  เข้าไปก็จบ Hypervisor จัดการให้หมด  ข้อเสีย แบบนี้  คือ ช้า ส่วนถ้าอยากจะรู้ว่า Hypervisor ทำงานยังไง ไปหาอ่านเพิ่มเติมเองได้นะครับ  :)



    ( รูปจาก http://www.cubrid.org/files/attach/images/220547/462/683/intel_vt_x_based_full_virtualization.png )

  • Partial Virsualization  คล้ายกันกับ Full virtualization  โดยมันเทคโนโลยี เริ่มต้นก่อนจะนำมาพัฒนาเป็น Full virsualization  
  • Para Virtualization  มีการ Modify ในส่วนของ Guest OS  โดยปรับให้บางส่วนมีการติดต่อกับ Hypervisor โดยตรง ในรูปจะเห็นมี Driver อยู่  ผลที่ได้คือ ระบบแบบนี้จะไวกว่า  Full  Virtualization แต่ก็นั่นอีกล่ะครับ  กว่าจะติดตั้งได้ เวลามีการเปลี่ยนแปลง Guest OS  หรือ ระบบใหม่ๆ ต้องทำให้มัน support  Hypervisor แบบนี้ เช่น Xen เป็นต้น  


http://cloudvirtualizationspecialist.com/wp-content/uploads/2014/02/virtual.jpg


KVM ( Kernel Base Virtual Machine )


จะแตกต่างออกไป  โดยจะมีบางส่วนเท่านั้นที่ทำหน้าที่ จำลองการทำงาน อาทิเช่น  hardware visualization processor  นอกจากนั้นจะมีบางส่วนทำงานคล้าย กับ Para Virtualization อาทิการ Access disk โดยทำผ่านสิ่งที่เรียกว่า VirtIO เป็นต้น ดูรายละเอียด เพิ่มเติม ได้ที่นี่ 


( รูปจาก http://www.linuxthoughts.com/wp-content/uploads/2013/07/KVM_architecture-.png )

นอกเหนือจากนั้นแล้ว เนื่องจากเทคโนโยลี ทาง Hardware และ Software มีความก้าวหน้าไปมาก ดังนั้น การทำอะไร โดยใช้ Hardware ทั้งหมดก็เป็นอะไรที่ใหญ่โตเกินไป จึงมีการจำลองการทำงาน ของระบบ อื่นๆ มากขึ้นจากเดิมที่ทำงาน แบบ Hardware   

  • Network Virtualization  จำลองการทำงานของ Switch ที่เป็น Hardware จริงๆ เช่น OpenVswitch 
  • Software Virtualization
  • Desktop Virtualization
ถ้าดูจากเอกสารส่วนใหญ่ใน Internet จะพูดถึงพวกนี้ว่าเป็น  Platform Virtualization

และ เนื่องจาก Overhead ในการจำลองทำงานของ Full Virtualization และ Para Virtualization นั้นมีมาก ทั้ง Cycle ในการประมวลผล และ Resource อื่นๆ  จึงมีทางเลือกของการใช้งาน  อื่นมาแทนที่นั่นคือ 

Operating System Virtualization   ผมยกตัวอย่าง มาแค่  2 - 3 ตัว  ซึ่งผมจะ focus เฉพาะ Docker  (  Container Linux ) 

  • Docker 
  • User Mode Linux ( UML )   
  • Zone ( Solaris )  

ข้อได้เปรียบของ Docker คือ ขนาดเล็ก และ ยุ่งยากน้อยกว่า Virtualization ที่ได้พูดถึงมา นอกจากนั้นยัง สามารถทำ Version Control  ได้ด้วย มีการแบ่ง segment ของ Process โดยแต่ละ Environment  จะมีส่วนการทำงานเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะ  ในเครื่องที่เป็น Hosting สามารถมี VM ภายในได้เป็นจำนวนมาก  ขณะที่ เครื่อง Host ที่ติดตั้ง Full หรือ Para Virtualization. จะมีได้อย่างมากสุดก็ ไม่เกิน 5 ตัว  ซึ่งก็ลดทอนด้วยประสิทธิภาพ และ จำนวน RAM ที่มีอยู่   เช่น  เครื่องโน๊ตบุคผม Intel Core i-5  , RAM 12GB.  แค่  Guest-OS ทำงานพร้อมกัน 5 ตัวก็เป็นเรื่องที่ลำบาก   

ขณะที่การทำงานของ Software Service นั้น Developer และ  End-User สนใจแค่  Service ที่ให้บริการ ซึงถ้าเป็น Developer ก็สนใจแค  Space สำหรับทำการพัฒนาโปรแกรม , Dependencies , etc..   ขณะที่  End-User ก็สนใจเพียงแค่ Service ที่ให้บริการเขาเท่านั้น  ดังนั้น Full หรือ Para Virtualization นั้นสำคัญ หรือ จำเป็น สำหรับนักพัฒนา และ End-user ที่ต้องใช้  ??  :)  







My site Article and Topic

Sothorn: การเปลี่ยน Runlevel ใน CentOS 7

23 July, 2014 - 19:37
หมวดหมู่: CentOS

จาก เดิมที่ CentOS จะเปลี่ยน runlevel ที่ไฟล์ /etc/inittab แต่ใน CentOS7 จะเปลียน runleve ด้วยคำสั่ง ดังตัวอย่าง

เปลี่ยนจาก 5 เป็น 3

# systemctl set-default multi-user.target

เปลี่ยนจาก 3 เป็น 5

#systemctl set-default graphical.target

 

Udomsak: OpenStack ตอนที่ 1

22 July, 2014 - 19:02
OpenStack  - Opensource Cloud management

เขียนทิ้งเอาไว้  จากการสังเกตุ มีการใช้ Open Stack กันมากขึ้น เลยคิดว่าเขียนเก็บเอาไว้เรื่อง Openstack จะดีกว่า  โดย Series ในการเขียนนี้จะครอบคลุมไปถึงเรื่อง  Configuration management  ซึ่งผมจะใช้ Chef และ SaltStack เป็นหลัก  และ ผมจะเน้นการใช้งานกับ Docker  
OpenStack คือ ซอฟต์แวร์ที่ใช้บริหารจัดการ Cloud  ( Management )  ซึ่งส่วนตัวนิยามเองว่า มันจะเป็นอะไรที่มากกว่า นิยาม ของ Orchestration อาทิ  Ubuntu้ MaaS ดังนั้นจะสรุปพอให้เข้าใจได้ง่ายๆ 
เคยมีคนแย้งผม เช่นกันว่า  งาน DevOps ไม่เห็นเกี่ยวกับงาน System Engineer หรือ System Administrator แต่อย่างใดเลย ผมเองกลับมีความเห็นว่า เกี่ยวข้องกันตรงๆ เลยครับ ยิ่ง  System Engineer เพิ่ม Skill  DevOps เข้าไปแล้ว การ Deployment หรือ การ Setup ระบบก็สามารถทำให้บริการ ออกสู่ผู้ใช้ปลายทางได้เร็วขึ้น ในทีนี้ กล่าวถึง  ฝ่าย Development , Marketing etc.  ยิ่งเรา Deploy service เราออกไปเร็วเท่าไหร่ บริการของเราก็เร็วมากขึ้นเท่านั้น  System Automation จะเข้ามาทำให้ ชีวิตเราสบายมากขึ้น   ลดปัญหา conflict ระหว่าง team ลงไป งานเดินเร็วขึ้น , เราแค่เตรียม Infrastructure , เตรียม Service ที่ต้องการ ส่วนอื่นแค่มาขอใช้งาน เราคอย Monitoring และ report สำหรับ Capacity planning ไป.

สรุปง่ายๆ อีกเช่นกัน มันลดขั้นตอนการทำงานและความเร็วในการทำงานที่มากขึ้น  ลดปริมาณงานที่เป็น Routine ลง  **แนวคิดนี คนขี้เกียจแบบผมชอบมาก  5555+   
OpenStack เอง Cisco ก็ให้การสนับสนุนนะครับ เท่าที่ผมจำได้  โดยได้รวมเข้ากับ UCS suite ซึ่งปัจจุบันนี้ผมไม่แน่ใจว่า มีการบริหารจัดการ หรือ บริหาร Product Line ยังไง  เนื่องจากไม่ได้ตามข่าวในส่วนของุ  UCS มาเกือบปีได้แล้ว  
รูปภาพที่ได้นำมาใช้ เป็นของ OpenStack website นะครับ :) 
อย่างไรก็ตามส่วนของโครงการนี้ที่ผมสนใจคือ  DNS as a Service ซึ่งขณะนี้ีมีการพัฒนาขึ้นมาเรียกว่า https://wiki.openstack.org/wiki/Designate อาจจะงง นะครับ มันคือ การเรียกใช้  Name Service โดยการเรียกใช้ผ่าน API  ซึ่งของเดิมจะทำ โดยวิธีการใช้ขั้นตอนการทำงานบบ Semi-Auto คือ มีข้นตอนที่ต้องบริหารจัดการเอง ผ่านขั้นตอนของ System Administrator  
แนวคิดนี้มาจาก Power DNS  ใครสนใจ ลองไปค้นเพิ่มเติมดูได้นะครับ  
เอาล่ะเกริ่นเริ่มต้นกันแบบพื้นฐาน ไม่มีอะไรเลย ปัจจุบัน OpenStack  คือ IceHouse และ Juno จะออกประมาณเดือน ตุลาคมถัดไป  
Release ของ  OpenStack 

  • Juno  ออกเดือนตุลา ( 2014 )
  • Icehouse ล่าสุด 2014.1.1  ( เวอร์ชันปัจจุบัน ) + security support 
  • Havana เวอรชันก่อนหน้า 
  • Grizzly 
    • EOL
  • Folsom
    • EOL
  • Essex
    • EOL
  • Diablo
    • EOL
  • Cactus 
    • เก่า
  • Bexar  
    • เก่า
  • Austin 
    •  เก่า
โครงสร้างของ Open Stack แสดงออกมาได้ดังภาพ 






Object แต่ละประเภท 


ส่วนของการควบคุม  Hypervisor เรียกว่า ( Openstack Compute ) และมีชือเรียก Module นี้ว่า Nova
ส่วนให้บริการ Image สำหรับทำการ เรียกว่า Glance  

ส่วนของการจัดการ Network ( Openstack Networking ) เรียกว่า Neutron ใช้สำหรับสร้าง Network Topology  สนับสนุน Network เลเยอร์สอง , เลเยอร์สาม ( L2, L3 ) , VLAN  , QoS , โหลดบาลานซ์ , VPN , Firewall  และ เซอร์วิสอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เนตเวิร์ก 
รายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับ Neutorn


ส่วนจัดการ การเก็บข้อมูล , Disk ( OpenStack Storing ) เรียกว่า 
  • Object Storage  เรียก  Swift  มี API ให้เรียกใช้ , สามารถ extend raw disk  โดยที่่ไม่ต้องสนใจกับ Layer ทีอยู่ด้านบน ( ไฟล์ , รูปภาพ , อะไรก็ตาม )      
  • Block Storage เรียก Cinder   ความหมายตรงตัวเลย เรียกใช้บริการนี้ เช่น  iSCSI  เป็นต้น 

เนื่องจาก Architecture ของ Open Stack ถูกออกแบบมาเป็นลักษณะของ Module และ เชื่อมต่อกันโดย API ดังนั้น นอกจากระบบหลักของ Openstack ดังที่กล่าวมาแล้วจะมี ส่วนของ โปรแกรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บริการในการให้บริการ   Cloud ครบถ้วนสมบูรณ์สำหรับให้บริการดังต่อไปนี้ 
  • Identity (Keystone) ดูเรื่อง Authentication
  • Telemetry (Ceilometer) ดูเรื่อง มอนิเตอร์ ทรัพยากร
  • Orchestration (Heat) บริหารจัดการ ทรัพยากร 
  • Database Service (Trove)  ดูเรื่อง Database as a Service ( Multitenant Database ) ซึงจากเดิมเราต้อง อาศัยซอฟต์แวร์อื่นมาช่วย หรือ เขียนส่วนจัดการนี้เอง  
  • Dashboard (Horizon) หน้าเวบ GUI 
  • Common Libraries (Oslo) Library อื่น เรียงกัน ออกมาเป็นตับ ถ้าต้องการพัฒนา Service เพื่อใช้งานระบบต่างๆ ก็เข้ามาดูในส่วนนี้ แต่ในเบื้องต้นจะ ขอละ ส่วนตรงนี้ออกไป 
  • Documentation  เอกสาร
  • QA and DevStack QA และ ส่วนของการพัฒนา ( DevStack ) 
  • Infrastructure 
  • Deployment (TripleO) ส่วนของการ Deployment  ตรงนี้ผมจะมาทำให้ให้ดูว่าจะ Integrate กับ Chef หรือ SaltStack ยังไง  
  • Release cycle management ตรงนี้ไม่ขอกล่าวถึง
 ในตอนต่อไป ผมจะเขียน Blog เกี่ยวกับ OpenStack กับ Docker ( Container VM ) และ การ Deploy Software อื่นๆ เช่น Chef และ SaltStack และ เนื่องจากผมต้องใช้ฟังก์ชั่นของ NetFlow  ,Software Define Network หรือ  SDN  ผมจะต่อ Stack นี้เข้ากับ OpenVSwitch โปรดติดตามตอนต่อไป  


My site Article and Topic

Udomsak: ทวนเรื่อง Security : Episode1 Install Pentest tool

21 July, 2014 - 23:18
เดิมที Notebook ที่ใช้อยู่ เป็น  Intel Core-i5 ติดตั้ง Window 7 Home premium +  Ubuntu 13.10  ทีนี้อยากมาทวนเรื่อง security  กันหน่อย ก็พบปัญหาว่า  ถึงจะดึงเอา package ของ Kali มาได้ ( Non-official package ) และ ทำการติดตั้งลง Ubuntu 13.10  ก็อาจทำให้ ระบบพังได้ เนื่องจากเครื่องที่ใช้อยู่เป็น Daily-use  จึงไม่ขอเสี่ยง เพราะ เคยพังมาแล้ว  

ประเด็นถัดมา ติดตั้ง เป็้น VM เสียสิ virtualbox ก็มี โอเคครับ แต่.. ประสิทธิภาพและการใช้งานจริง พอแค่สำหรับ In-house training , basic testing ( pre-usage, basic audit )   ไม่เหมาะสำหรับ เอามาใช้ทำ pentest จริง เพราะมันอืด และ ช้า  เลยยกเลิกไป

ดังนั้นทางเลือกสุดท้าย ติดตั้ง ใหม่เลย นี่แหละทางแก้ ผลของการเลือกสุดท้ายมาอยู่ท่  Backbox Linux แทน Kali ( 1.0.7 )  เนื่องจากติดปัญหา Installer เจอ Layout disk ของผมเข้าไป ถึงกับ ทำงานไม่ได้ ( ไม่ยอม format และ accept Disk write partition )  เลยต้องมาใช้  Backbox แทน

หลังจากได้ เครื่องมือแล้ว ตอนต่อไป เรื่อง SQL-Injection  ครับ







Tips: 

+  ก่อนทำการติดตั้ง ผมทำ Recovery  USB Flash drive boot เตรียมเอาไว้ เผื่อถ้า MBR พัง ผมยังใช้  USB bypass การ boot ได้

+  ตอนผมติดตั้ง ไม่ได้มีการสั่งให้ทำการติดตั้ง Boot loader  และ / หรือ Set Active partition ใหม่ ซึ่งของเดิมจะเป็น Window 7 ที่ใช้อยู่

+  จากนั้นผม Boot เข้าไปใน Window ตามปกติ (  MBR ยังไม่เปลียน )  / ถ้าเปลียนก็ให้ช้ usb recovery boot จาก Tips แรก boot เข้า Window ไป เพิ่ม boot เมนู ใหม่ Reboot อีกครั้ง  ( ตอนนี้ ค่า MBR ยังไม่เปลี่ยนนะครับ ) ดังน้นจึงยังไม่มีผลอะไร  ( ยังมองไม่เห็น backbox ที่ติดตั้งไปใหม่ )

+  Boot เข้า Ubuntu  จากนั้น ทำการ Mount  Partition ที่เพิ่งติดตั้งเข้าไป  ทำการ mount เพื่อ  install grub ใหม่  ด้วยคำสั่ง

  • mount  /dev/sda10  /mnt
  • mount --bind  /dev  /mnt/dev
  • mount --bind  /dev/pts /mnt/dev/pts
  • mount --bind  /sys  /mnt/sys 
  • mount --bind  /proc /mnt/proc 
จากนั้นทำการ chroot  /mnt   ->   root#  chroot /mnt ทำการรันคำสั่ง  grub-install /dev/sda       ทำการรันคำสั่ง  grub-install --recheck  /dev/sdaทำการรันคำสั่ง  update-grub /dev/sda 
จบ ทำการ reboot ทดสอบการ access ระบบปฏิัติบัติการที่มีอยู 
**** ขั้นตอนการทำงานจะจบตรงนี้ก็ได้ แต่จะได้ Boot เมนู ซ้อน Boot เมนู ******

ฺBoot เข้าวินโดว์์  copy  /boot/grub/boot.img จาก partition ของ Backbox ( ตัวที่เพิ่งสั่งทำการติดตั้ง ตามคำสังข้างบน )  ไป replace แทนตัวเดิม  (   c:\boot\boot.img  )  
เปิดโปรแกรม  EasyBCDEdit  สงทำการ repair ฺWindow7 Boot menu  เปิดโปรแกรม Visual BCDedit ทำการแก้ไขเมนู

ทำการ reboot ใหม่ จะได้ Boot เมนู Window 7 จบ

หมายเหตุ หน้าจอ Boot  Linux จะไปโผล่ที่ Grub แทน ( Backbox Linux )  เราต้องแก้ไข ไฟล์ grub.cfg ใหม่ เพื่อเพิ่ม option สำหรับ ระบบเดิมของเรา ( Linux เก่าที่มีอยู่ )








My site Article and Topic

Neutron: RahuNAS - 0.3.0 เตรียมออก "รุ่นบังเอิญ"

20 July, 2014 - 23:51

จากที่เคยตั้งใจไว้ว่า จะไม่เพิ่มความสามารถ ให้กับ rahunas-legacy branch แต่จนแล้วจนรอด ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ส่งผลให้ได้มานั่งปัดฝุ่น และลงมือเขียนเพิ่มเติมจนได้ ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า "บังเอิญ" เนื่องจากว่า รุ่นนี้ บังเอิญไปเจอข้อมูล หรือชุดโปรแกรม ที่จะเอามาประกอบร่าง ให้ทำงานได้ตามที่คาดหวังไว้ และที่บังเอิญกว่านั้น คือ มีความจำเป็นต้องเขียน code ตอนลูกหลับ ตอนมันตื่น ๆ อย่าหวังว่าจะได้ทำอะไร และมันบังเอิญไปคิดออก ตอนกล่อมลูกให้นอนกลางวัน (พ่อมันฝันกลางวัน ^_^)

== บังเอิญ 1 ==
บังเอิญพบว่า Bandwidth shaping เมื่อต้องไปใช้งานกับระบบที่ต้องรับโหลดหนัก ๆ จำนวนผู้ใช้มากหน่อย ระดับ 1000 - 2000 ราย ถ้าใช้ shaping script เดิม ที่ทำ linear filter อาจมีกระอักเลือดได้ และหลังจากอ่าน http://www.lartc.org/lartc.html ไป ๆ มา ๆ หลายรอบ ใช้เวลาหลายปี เพราะไม่ได้โชคดี เหมือน เตีย บ่อกี้ ตกเหวไปเจอเคล็ดวิชา -_-'' ก็เพิ่งจะมาเข้าใจหัวข้อ 12.4. Hashing filters for very fast massive filtering ว่ามันควรจะออกมาแนวไหน

Renovate the rahunas-bandwidth wrapper script : http://git.rahunas.org/?p=rahunas;a=commit;h=b783e788d91aa24cf1bf84aa162...

ยังน่าจะต้องปรับอีกหน่อย แต่เบื้องต้น ก็ใกล้เคียงกับความต้องการแล้ว

== บังเอิญ 2 ==
บังเอิญ ไปเจอ pmacct (http://www.pmacct.net) ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับทำ IP accounting (Packets/Bytes) ที่ลองไล่ ๆ ดูแล้วพบว่าใช้ libpcap และสามารถเก็บข้อมูลลง sqlite3 ได้ พอดีว่า RahuNAS ใช้ sqlite3 ในการทำ data backup อยู่แล้ว มี code ในการจัดการ db อยู่พอสมควร ซึ่งก็สะดวกที่จะใช้งานต่อ จึงจัดแจงลองเขียน code ทดสอบดูว่า พอมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งผลก็ออกมาใช้การได้ดีทีเดียว (ถึงจะใช้ CPU เยอะหน่อย แต่ก็แลกกันหละนะ)

ความจริง ในส่วน IP accounting ที่วางแผนไว้ คือ จะใช้ ipset (รุ่นใหม่) ที่มีความสามารถในส่วน accounting มาให้ แต่ยังไม่มีเวลานั่งเขียนใหม่ทั้งหมด (ตั้งใจว่าอย่างนั้น) ก็เลยต้องดองไว้ ทำโอกาสต่อ ๆ ไปละกัน

และถ้าส่วนนี้ ใช้งานได้ ความตั้งใจที่จะทำเรื่อง Bandwidth Quota with regenerative capability (bandwidth หนึ่งหลอด ใช้หมด หยุดใช้ ระบบเติมให้เองอัตโนมัติ) ก็คงจะได้ทดสอบต่อไปเช่นกัน

== ไม่บังเอิญ ==
ทั้งหมดทั้งมวล --- ทำเอง ใช้เอง แบ่งคนอื่นใช้ (หารายได้ เลี้ยงครอบครัว) --- ยังกระจอกอยู่ ก็ไส้แห้งต่อไป 55 -_-''

Happy Hacking

Sothorn: ตัวอย่างการติดตั้ง CentOS 7

18 July, 2014 - 20:21
AttachmentSize CentOS7_install.pdf7.06 MB หมวดหมู่: CentOS

ตัวอย่างการติดตั้ง CentOS 7 เชิญดาวน์โหลดและแจกจ่ายได้ฟรีครับ

Sothorn: การติดตั้ง CentOS 7 step by step screenshots

17 July, 2014 - 12:45

ด้วยความเร็วเน็ต 384k ไม่สามารถดาวน์โหลด CentOS 7 มาเล่นได้ดูของเพื่อนไปก่อน

Sothorn: ทำไม CentOS ชื่อไฟล์ CentOS 7.0-1406

17 July, 2014 - 12:45

CentOS 7.0-1406 introduces a new numbering scheme that we want to
further develop into the life of CentOS-7. The 0 component maps to the
upstream realease, whose code this release is built from. The 1406
component indicates the monthstamp of the code included in the release
( in this case, June 2014 ). By using a monthstamp we are able to
respin and reissue updated media for things like container and cloud
images, that are regularly refreshed, while still retaining a
connection to the base distro version.

เป็นการนำเอาเลขของเดือนมาใช้ 1406 ก็หมายถึงเดือน มิถุนายน ปี 2014 ที่ RHEL ออกมานั่นเอง

Sothorn: CentOS 7.0-1406 DVD

17 July, 2014 - 12:45

CentOS7 ออกเมื่อ วันที่ 7 กรกฎาคมทีผ่านมา
สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้
ไฟล์ ISO ที่มีให้ดาวน์โหลดมีความหมายดังนี้

List of images in this directory
================================

CentOS-7.0-1406-x86_64-DVD.iso
This DVD image contains all the packages that can be installed using the
installer. This is the recommended image for most users.

CentOS-7.0-1406-x86_64-NetInstall.iso
This is the network install and rescue image. The installer will ask from
where it should fetch the packages to be installed. This image is most
useful if you have a local mirror of CentOS packages.

CentOS-7.0-1406-x86_64-Everything.iso

This image contains the complete set of packages for CentOS 7. It can be
used for installing or populating a local mirror. This image needs a dual
layer DVD or an 8GB USB flash drive.

CentOS-7.0-1406-x86_64-GnomeLive.iso
CentOS-7.0-1406-x86_64-KdeLive.iso

These images are Live images of CentOS 7. Depending on the name they use the
respective display manager. They are designed for testing purposes and
exploring the CentOS 7 environment. They will not modify the content of your
hard disk, unless you choose to install CentOS 7 from within the Live
environment. Please be advised that you can not change the set of installed
packages in this case. This needs to be done within the installed system
using ‘yum’.

CentOS-7.0-1406-x86_64-livecd.iso
This is like the GnomeLive image mentioned above, but without packages such
as libreoffice. This image is small enough to be burned on a CD.

Sothorn: มีอะไรใหม่ใน CentOS 7

17 July, 2014 - 12:45

CentOS 7 มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ดังนี้

  • Kernel updated to 3.10.0
  • Support for Linux Containers
  • Open VMware Tools and 3D graphics drivers out of the box
  • OpenJDK-7 as default JDK
  • In Place Upgrade from 6.5 to 7.0 (as already mentioned)
  • LVM-snapshots with ext4 and XFS
  • Switch to systemd, firewalld and GRUB2
  • XFS as default file system
  • iSCSI and FCoE in kernel space
  • Support for PTPv2
  • Support for 40G Ethernet Cards
  • Supports installations in UEFI Secure Boot mode on compatible hardware

 

Sothorn: CentOS 7 กับบางอย่างที่เปลี่ยนไป

17 July, 2014 - 12:37
หมวดหมู่: CentOS

ผมยังไม่ได้เล่น CentOS 7 เนื่องจากอินเทอร์เน็ต 384k อาศัยอ่านเอาตามเวบต่างๆ เจอความเปลี่ยนแปลงจาก CentOS 6.5 เลยเอามาบันทึกไว้ก่อน

# chkconfig httpd on  --> # systemctl enable httpd.service

# service httpd start --> # systemctl start httpd.service

# service httpd restart --> # systemctl restart httpd.service

 

 

LookHin: การเชื่อมต่อ Bluetooth Keyboard กับ Raspberry Pi

14 July, 2014 - 21:48

เมื่อสักช่วงอาทิตย์ที่แล้วผมไปหาซื้อ Bluetooth Keyboard มาลองต่อกับ Raspberry Pi ดูนะครับ (จริงๆ ก็ไม่ได้จำเป็นเลย ปกติก็ remote เข้าไปอยู่ดี ซื้อเพราะอยากลองล้วนๆ) สรุปแล้วเมื่อได้ของมาก็ Pairing กับ R-Pi ไม่ได้ซะงั้น มันถามให้เราใส่ PIN ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ซึ่งถ้าเป็นบน android หรือ windows เวลาที่ Pairing กันแล้วมันจะขึ้น PIN มาที่หน้าจอให้เราพิมพ์ตามแต่นี้ไม่มี ผมลองมาหลายวิธีจนได้วิธีที่ใช้งานได้ โดยผมจะทดลองกับ Bluetooth Keyboard ของ rapoo รุ่น e6500

Bluetooth Keyboard ของ rapoo รุ่น e6500 และ Bluetooth dongle (ต่อจอเสียบสายแลนให้เรียบร้อย)

เปลี่ยนสิทธิเป็น root กันก่อน โดยทั้งหมดนี้ทำผ่าน SSH

1 sudo su

จากนั้นทำการ enable dbus ซึ่งมันคืออะไรก็ไม่ทราบ อ่านต่อเองครับ dbus

1 update-rc.d -f dbus defaults

restart สักหนึ่งรอบ

1 shutdown -r now

จากนั้นทำการ install bluez, python-gobject

1 apt-get install bluez python-gobject

ใช้คำสั่ง hcitool scan เพื่อดู MAC Address ของ Bluetooth Keyboard โดยให้กดปุ่ม connect ที่ keyboard เมื่อเห็นว่ามีไฟสถานะเตรียม connect ขึ้นให้พิมพ์คำสั่ง hcitool scan

1 hcitool scan

ทำการ Pairing และกำหนด PIN เป็น 0000 เมื่อพิมพ์คำสั่งเสร็จ ให้กด 0000 และกด enter ที่ keyboard เพื่อทำการ pairing ครับ

1 echo 0000|bluez-simple-agent hci0 6C:5D:63:51:15:49

ทำการรับรองอุปกรณ์ คราวหน้าเราจะได้ไม่ต้อง Pairing อีก

1 bluez-test-device trusted 6C:5D:63:51:15:49 yes

ทำการเชื่อมต่อกับ Bluetooth Keyboard และทดลองพิมพ์ได้เลยครับ

1 bluez-test-input connect 6C:5D:63:51:15:49

ขั้นตอนถัดไปให้ทำการแก้ไข /etc/rc.local เพื่อเพิ่มคำสั่งให้ connect กับ Bluetooth Keyboard ทุกครั้งที่เปิดเครื่อง

1 nano /etc/rc.local

เพิ่มบรรทัดนี้เข้าไปก่อนคำสั่ง exit 0 ครับ

1 bluez-test-input connect 6C:5D:63:51:15:49

โดยทุกครั้งที่เปิดเครื่องขึ้นมาเราต้องกดปุ่ม connect บนตัว keyboard เพื่อเตรียม connect เท่านี้เราก็จะได้ใช้ Bluetooth Keyboard ทุกครั้งที่เปิดเครื่องแล้วครับ

Sothorn: Login ด้วย root บน GNOME Debian 7

13 July, 2014 - 07:46
หมวดหมู่: Debian

ส่วนตัวทำงานบนลีนุกซ์ ชอบ Login ด้วย root  เมื่อใช้ Debian 7 ทำงานเป็น Desktop มันไม่อนุญาตให้ Login ด้วย user root ในเมื่อชอบก็ต้องหาทางแก้  เมื่อเรา Login ด้วย user ทั่วไป ก็ใช้คำสั่ง

su -

แล้วแก้ไขไฟล์  /etc/pam.d/gdm3
comment หน้า บรรทัดนี้

#auth   required        pam_succeed_if.so user != root quiet_success

Logout จาก user ทั่วไป แล้ว Login ด้วย root ได้เลย
Share