Planet TLWG

Syndicate content
Planet TLWG - http://linux.thai.net/planet
Updated: 1 hour 14 min ago

LookHin: การอัพโหลดรูปภาพและวิดีโอขึ้น Instagram โดยใช้ PHP

9 February, 2017 - 00:14

ปกติแล้ว Instagram ไม่มี API ให้เราทำการอัพโหลดรูปภาพและวิดีโอขึ้นหรอกนะครับ ตัว Official API ของทาง Instagram ทำได้แค่ดึงข้อมูลรูปภาพและรายละเอียดที่เราอัพขึ้นไปแล้วเท่านั้น หากเราต้องการจะทำการอัพโหลดรูปหรือวิดีโอขึ้นไป เราต้องทำการ reverse engineering ต้องแกะดูเองว่าข้อมูลจากแอพที่ส่งไปที่เซิฟเวอร์มันรับส่งกันยังไง ถ้าเป็นอย่างแอพทั่วๆไป ที่เขาไม่ได้เน้นเรื่องความปลอดภัยมาก เราก็อาจจะใช้วิธีดักแพคเก็จของข้อมูล และเขียนโปรแกรมจำลองวิธีการรับส่งข้อมูลขึ้นมาเอง เพื่อทำการโพสข้อมูลไปที่เซิฟเวอร์ปลายทางก็ได้

แต่สำหรับกรณีของ instagram นี้ยากหน่อย เพราะเขาทำการ encrypt ข้อมูลด้วย secret key ที่อยู่ภายในแอพก่อนแล้วค่อยทำการส่งข้อมูลนั้นออกมา การหา secret key และวิธีเข้ารหัสอะไรนี้ผมเองก็ทำไม่เป็นหรอกนะ แต่พอดีว่าผมไปเห็นโค้ดของคนอื่นใน Github ที่เขาแกะข้อมูลทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่โค้ดเขาเยอะมาก มากเกินความต้องการของเรา ผมเลยเอาโค้ดของเขามารีไรท์ใหม่ และตัดให้เหลือแค่ส่วนที่ตัวเองต้องการใช้งาน นั้นคืออัพโหลดรูปปละวิดีโอ การแกะโค้ดคนอื่นก็ดีครับได้ทบทวนความรู้ตัวเองไปด้วย ถ้าใครสนใจอยากดูโค้ดของเขาก็เข้าไปดูได้ครับ โค้ดเขาอยู่ที่นี้ Instagram’s private API

บทความนี้สั้นๆ นะครับ แค่จะโชว์โค้ด และเดโมการอัพโหลดรูปและวิดีโอขึ้น instagram ให้ดู ส่วนการทำงานของโค้ดว่ามันทำงานยังไงก็ไปอ่านเอาเองครับ ไม่น่ายากเกินความพยายาม โดยคลาสที่ผมเขียนขึ้นมาใหม่จะไม่มีส่วนของการ crop รูปภาพ และแปลง format ของวิดีโอนะครับ ให้ไปทำกันเอาเอง โดยวิดีโอที่ผมทดสอบจะเป็น MP4 (H264)

มาเริ่มเลย อย่างแรกเข้าไปเอาซอสโค้ดและตัวอย่างทั้งหมดมาจาก Github ที่ผมแก้ไขโค้ดและเอาขึ้นไว้ที่ https://github.com/LookHin/instagram-photo-video-upload-api

เมื่อโหลดมาหมดแล้วจะเห็นว่ามีไฟล์ทั้งหมดอยู่ 5 ไฟล์ดังนี้

example.php //ตัวอย่างโปรแกรม instagram-photo-video-upload-api.class.php //คลาสที่เรียกใช้งาน square-image.jpg //ตัวอย่างรูปภาพ ขอให้เป็นภาพสี่เหลี่ยมจัตุรัสนะครับ square-thumb.jpg //ตัวอย่างรูปภาพ thumbnail ที่จะใช้กับวิดีโอ ขอให้เป็นภาพสี่เหลี่ยมจัตุรัสเช่นกัน test-video.mp4 //ตัวอย่างวิดีโอ เป็นไฟล์ MP4 (H264)

เปิดไฟล์ example.php ขึ้นมา จะเห็นมีอยู่แค่ไม่กี่บรรทัด คือใช้เท่านี้จริงๆ ส่วนการทำงานเบื่องหลังจะอยู่ในไฟล์ instagram-photo-video-upload-api.class.php ทั้งหมด อย่างแรกเลยให้ทำการแก้ไข YOUR_IG_USERNAME และ YOUR_IG_PASSWORD เป็น username และ password ที่เราใช้ในการ login เข้า instagram ถ้าได้แก้ไขเรียบร้อยแล้วก็สั่งรันได้เลยครับ (ผมทดสอบบน PHP 5.6 และ PHP 7)

include_once("instagram-photo-video-upload-api.class.php"); // Upload Photo $obj = new InstagramUpload(); $obj->Login("YOUR_IG_USERNAME", "YOUR_IG_PASSWORD"); $obj->UploadPhoto("square-image.jpg", "Test Upload Photo From PHP"); // Upload Video $obj = new InstagramUpload(); $obj->Login("YOUR_IG_USERNAME", "YOUR_IG_PASSWORD"); $obj->UploadVideo("test-video.mp4", "square-thumb.jpg", "Test Upload Video From PHP");

เมื่อสั่งรันแล้ว เราจะได้รูปภาพและวิดีโอตัวอย่างไปขึ้นที่ Instagram ของเราแล้วครับ

Thep: Dell Inspiron 5468 with Debian Power

8 February, 2017 - 15:43

TL;DR แล็ปท็อปใหม่ของผม Dell Inspiron 5468 ใช้ CPU Intel Core i5-7200U, RAM 4 GB และ SSD 256 GB ติดตั้ง Ubuntu มาพร้อม นำมาติดตั้ง Debian Sid แบบ dual boot ใช้การได้ดี ยกเว้นมีปัญหา Wi-Fi, ไม่ชินกับปุ่ม PgUp/PgDn/Home/End, และเสียงไม่ออกหูฟังโดยอัตโนมัติเมื่อเสียบ

หลังจากที่ใช้แล็ปท็อปเก่ามาได้ร่วม 6 ปี จนเริ่มออกอาการหลายอย่าง เช่น ร้อนจนดับบ่อย เล่นวิดีโอได้ไม่เกิน 5 นาที เรื่อง video call ไม่ต้องพูดถึงเลย และล่าสุดคือปุ่ม power เริ่มรวน เปิดติดบ้างไม่ติดบ้าง ต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีแปลก ๆ เช่น ลองถอดแบตแล้วเสียบปลั๊กไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะกดติด ก็คิดว่าคงได้เวลาซื้อแล็ปท็อปใหม่เสียที (ด้วยแรงสนับสนุนของคุณภรรยา)

Spec ที่ต้องการ
  • CPU เพื่องานคอมไพล์โปรแกรมและการเปิดหน้าต่างหลายบานทำงานพร้อมกันเยอะหน่อย ผมจึงคิดว่าผมต้องการ Core i5 หรือ i7 เพื่อประโยชน์จาก Turbo Boost (ลิงก์ที่น่าสนใจ: Best Intel Processor: Core i3, i5, i7 explained)
  • การ์ดจอ ผมไม่ต้องการการ์ดจอที่แรงนัก ได้ Intel on-board ได้ยิ่งดี เพราะไม่ต้องไปวุ่นวายหาไดรเวอร์ที่ไม่โอเพนซอร์ส แต่พบว่าเครื่องรุ่นใหม่ ๆ โดยเฉพาะ CPU Core i5, i7 มักจะมาพร้อมการ์ดจอแยก (คงเพื่อให้ประสิทธิภาพกราฟิกส์สมน้ำสมเนื้อกับความแรงของ CPU) การเจาะจง Intel on-board จะจำกัดตัวเลือกลงมากจนหาซื้อไม่ได้เลยจากร้านใกล้บ้าน ถ้าเช่นนั้น AMD ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะทำให้ราคาถูกลง โดยประสิทธิภาพก็ไม่ได้แย่เกินไปนัก (Test 1, Test 2) และยังเป็นมิตรกับโอเพนซอร์สกว่า NVIDIA อีกด้วย
  • จอภาพ ต้องการจอ 14" เพื่อความสะดวกในการพกพา (15" เทอะทะเกินไป) แต่ไม่เล็กจนเกินไป (11", 13" เนื้อที่ทำงานน้อยเกินไป) ไม่เกี่ยงชนิดของจอ ไม่จำเป็นต้อง IPS
  • OS อาจจะดูแปลกสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่ผมจะให้ความสนใจกับแล็ปท็อปรุ่นที่ไม่มีไลเซนส์วินโดวส์เป็นพิเศษ เพราะผมไม่ใช้วินโดวส์อยู่แล้ว ได้ไลเซนส์มาก็เปลืองเงินเฉย ๆ ยิ่งถ้าเป็นรุ่นที่มาพร้อมลินุกซ์เลย (เช่น Ubuntu) ยิ่งน่าสนใจ เพราะเท่ากับลดความเสี่ยงที่จะใช้กับลินุกซ์ไม่ได้ลงไปเยอะ แต่รุ่นที่ลง DOS มาให้ก็สนใจเป็นอันดับรองลงไปเช่นกัน

สี่อย่างนี้ ผมใช้เป็นตัว screen เบื้องต้น แล้วค่อยไปเช็กอย่างอื่นเป็นรายตัวไป เช่น RAM, ฮาร์ดดิสก์, พอร์ตต่าง ๆ ฯลฯ

Dell Inspiron 5468

ตัดฉับมาตอนที่ผมหิ้วเครื่องออกจากร้าน มันคือ Dell Inspiron 5468 โดยมี spec ดังนี้:

  • CPU: Intel Core i5-7200U (3 MB L3 Cache, 2.50 GHz)
  • Graphic card: AMD Radeon R7 M440 (2 GB DDR3)
  • Display: 14" HD (1366x768) anti-glare
  • Memory: 4 GB DDR4
  • Hard Drive: 256 GB SATA SSD (INTEL SSDSC2KF256H6)
  • OS Bundle: Ubuntu 16.04 LTS

รายละเอียดอื่น ๆ ดูได้จาก Dell แต่ในรุ่นนี้ มี CPU ให้เลือกสองแบบ คือรุ่น Core i5 และรุ่น Core i7 ราคาต่างกันอยู่ 3,000 บาท โดยรุ่น Core i5 นั้น ได้ SSD ขนาด 256 GB ในขณะที่รุ่น Core i7 ได้ HDD ขนาด 1 TB (5400 RPM) ผมเลือกรุ่น Core i5 เพราะ SSD เลยทีเดียว

รายละเอียดอื่น ๆ

  • DVD Writer: HL-DT-ST DVD+-RW GU90N
  • Wi-Fi: Qualcomm Atheros QCA9377 802.11ac
  • Ethernet: Realtek RTL8101/2/6E PCIe Gigabit Ethernet
  • Bluetooth: Qualcomm Atheros (ID 0cf3:e009)
  • SD Card Reader: Realtek RTS5129 (ID 0bda:0129)
  • Webcam: Realtek Integrated Webcam (ID 0bda:5684)

dump ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะซื้อมาใช้กับลินุกซ์ดังนี้ (จัดบรรทัด output เล็กน้อยเพื่อให้อ่านง่าย):

$ lscpu

Architecture: x86_64 CPU op-mode(s): 32-bit, 64-bit Byte Order: Little Endian CPU(s): 4 On-line CPU(s) list: 0-3 Thread(s) per core: 2 Core(s) per socket: 2 Socket(s): 1 NUMA node(s): 1 Vendor ID: GenuineIntel CPU family: 6 Model: 142 Model name: Intel(R) Core(TM) i5-7200U CPU @ 2.50GHz Stepping: 9 CPU MHz: 797.772 CPU max MHz: 3100.0000 CPU min MHz: 400.0000 BogoMIPS: 5424.00 Virtualization: VT-x L1d cache: 32K L1i cache: 32K L2 cache: 256K L3 cache: 3072K NUMA node0 CPU(s): 0-3 Flags: fpu vme de pse tsc msr pae mce cx8 apic sep mtrr pge mca cmov pat pse36 clflush dts acpi mmx fxsr sse sse2 ss ht tm pbe syscall nx pdpe1gb rdtscp lm constant_tsc art arch_perfmon pebs bts rep_good nopl xtopology nonstop_tsc aperfmperf eagerfpu pni pclmulqdq dtes64 monitor ds_cpl vmx est tm2 ssse3 sdbg fma cx16 xtpr pdcm pcid sse4_1 sse4_2 x2apic movbe popcnt tsc_deadline_timer aes xsave avx f16c rdrand lahf_lm abm 3dnowprefetch epb intel_pt tpr_shadow vnmi flexpriority ept vpid fsgsbase tsc_adjust bmi1 avx2 smep bmi2 erms invpcid mpx rdseed adx smap clflushopt xsaveopt xsavec xgetbv1 xsaves dtherm ida arat pln pts hwp hwp_notify hwp_act_window hwp_epp

$ lspci

00:00.0 Host bridge: Intel Corporation Device 5904 (rev 02) 00:02.0 VGA compatible controller: Intel Corporation Device 5916 (rev 02) 00:14.0 USB controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP USB 3.0 xHCI Controller (rev 21) 00:14.2 Signal processing controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP Thermal subsystem (rev 21) 00:15.0 Signal processing controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP Serial IO I2C Controller #0 (rev 21) 00:15.1 Signal processing controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP Serial IO I2C Controller #1 (rev 21) 00:16.0 Communication controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP CSME HECI #1 (rev 21) 00:17.0 SATA controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP SATA Controller [AHCI mode] (rev 21) 00:1c.0 PCI bridge: Intel Corporation Device 9d10 (rev f1) 00:1c.4 PCI bridge: Intel Corporation Sunrise Point-LP PCI Express Root Port #5 (rev f1) 00:1c.5 PCI bridge: Intel Corporation Sunrise Point-LP PCI Express Root Port #6 (rev f1) 00:1f.0 ISA bridge: Intel Corporation Device 9d58 (rev 21) 00:1f.2 Memory controller: Intel Corporation Sunrise Point-LP PMC (rev 21) 00:1f.3 Audio device: Intel Corporation Device 9d71 (rev 21) 00:1f.4 SMBus: Intel Corporation Sunrise Point-LP SMBus (rev 21) 01:00.0 Display controller: Advanced Micro Devices, Inc. [AMD/ATI] Topaz XT [Radeon R7 M260/M265 / M340/M360 / M440/M445] (rev 83) 02:00.0 Network controller: Qualcomm Atheros QCA9377 802.11ac Wireless Network Adapter (rev 31) 03:00.0 Ethernet controller: Realtek Semiconductor Co., Ltd. RTL8101/2/6E PCI Express Fast/Gigabit Ethernet controller (rev 07)

$ lsusb

Bus 002 Device 001: ID 1d6b:0003 Linux Foundation 3.0 root hub Bus 001 Device 007: ID 0cf3:e009 Atheros Communications, Inc. Bus 001 Device 005: ID 0bda:0129 Realtek Semiconductor Corp. RTS5129 Card Reader Controller Bus 001 Device 003: ID 0bda:5684 Realtek Semiconductor Corp. Bus 001 Device 001: ID 1d6b:0002 Linux Foundation 2.0 root hub

$ lsscsi

[0:0:0:0] disk ATA INTEL SSDSC2KF25 D07N /dev/sda [1:0:0:0] cd/dvd HL-DT-ST DVD+-RW GU90N A1C1 /dev/sr0

Ubuntu hardware certification ระบุว่า Ubuntu ที่ติดตั้งมาจากโรงงานมีปัญหา hibernate ไม่ได้ และ Bluetooth 4.0 HID ไม่ทำงาน แต่ก็รายงาน wireless adaptor เป็น Intel Wireless 3165 ในขณะที่ในเครื่องจริง ๆ เป็น Qualcomm Atheros QCA9377

เตรียมพาร์ทิชัน

เครื่องมาพร้อมกับ Ubuntu 16.04 LTS ติดตั้งไว้ โดยแบ่งพาร์ทิชันดังนี้:

$ fdisk -l /dev/sda

Disk /dev/sda: 238.5 GiB, 256060514304 bytes, 500118192 sectors Units: sectors of 1 * 512 = 512 bytes Sector size (logical/physical): 512 bytes / 512 bytes I/O size (minimum/optimal): 512 bytes / 512 bytes Disklabel type: gpt Device Start End Sectors Size Type /dev/sda1 2048 1026047 1024000 500M EFI System /dev/sda2 1026048 7317503 6291456 3G Microsoft basic data /dev/sda3 7317504 483756031 476438528 227.2G Linux filesystem /dev/sda4 483756032 500117503 16361472 7.8G Linux swap

สองพาร์ทิชันแรก (sda1, sda2) ใช้สำหรับ UEFI boot พาร์ทิชันที่สาม (sda3) เป็น Ubuntu 16.04 LTS โดยเมานท์กับ / เพียงจุดเดียว และที่ท้ายดิสก์เป็นพาร์ทิชัน swap 7.8 GB (ประมาณสองเท่าของ RAM 4 GB)

หากจะติดตั้ง Debian โดยลบ sda3 ทิ้งไปเลยก็ย่อมได้ แต่เห็นว่า Ubuntu image ที่ติดตั้งมาจากโรงงานอาจพอมีประโยชน์สำหรับอ้างอิงอาการต่าง ๆ ที่อาจพบในอนาคต ระหว่าง config จากโรงงานกับที่เราติดตั้งเอง และอาจใช้ลอกการบ้านในกรณีที่มีปัญหากับฮาร์ดแวร์ได้ จึงตัดสินใจว่าจะหดพาร์ทิชัน Ubuntu แล้วสร้างพาร์ทิชันใหม่สำหรับ Debian และ /home

วิธีการที่ใช้คือ:

  1. ดาวน์โหลด Debian Installer จากหน้าโครงการ Debian-installer โดยผมเลือก Current daily snapshot สำหรับ amd64
  2. เขียน installer image โดยเสียบ USB flash drive เปล่า แล้วตรวจหา device file ของมันด้วยคำสั่ง dmesg แล้วไล่หาดูอุปกรณ์ล่าสุดใน log ซึ่งในกรณีของผมมันคือ /dev/sdb จากนั้นก็สั่งเขียน: # dd if=debian-testing-amd64-netinst.iso of=/dev/sdb
  3. เตรียม firmware โดยดาวน์โหลด firmware tarball จาก Debian cdimage มารอไว้เพื่อเขียนลง flash drive โดยจากขั้นตอนที่แล้ว ISO image ที่เขียนลงไปจะทำให้ใน flash drive จะมี 2 partition เกิดขึ้น พาร์ทิชันแรกใช้สำหรับบูต Debian installer และเราจะเขียน firmware ลงในพาร์ทิชันที่สอง โดยอาจจะแตก tarball ทั้งหมดลงไปเลย: # mount /dev/sdb2 /mnt # tar xzf firmware.tar.gz -C /mnt # umount /mnt หรือเลือกเฉพาะที่ต้องใช้สำหรับเครื่องนี้ คือ firmware-atheros และ firmware-realtek: $ tar xzf firmware.tar.gz # su Password: # mount /dev/sdb2 /mnt # cp firmware-atheros*.deb firmware-realtek*.deb /mnt # umount /mnt
  4. บูต Installer โดย disable secure boot เสียก่อน (ผมไม่แน่ใจว่า Debian installer สามารถบูตใน secure mode ได้หรือเปล่า แต่เนื่องจากผมมีเวลาไม่มาก จึงรวบรัดตัดตอน และเครื่อง Dell นี้ก็สามารถปิด secure boot ได้ โดยกด F12 ขณะเปิดเครื่องแล้วเซ็ต boot mode เป็น legacy mode คือ UEFI with secure boot OFF จากนั้นก็เซ็ต boot order ให้บูตจาก USB drive ก่อน internal HDD) เมื่อบูตเข้า Debian installer แล้ว ก็ตอบคำถามไปเรื่อย ๆ จนเสร็จขั้น load installer components แล้วหยุดอยู่แค่นั้น
  5. resize พาร์ทิชัน Ubuntu โดยกด Alt-F2 เพื่อไปที่ console ที่ 2 แล้วกด Enter เพื่อเข้า Busybox shell แล้วเริ่ม resize partition sda3 ตามขั้นตอนที่แนะนำใน หน้านี้ คือ:
    1. check file system # fsck /dev/sda3
    2. ปิด journal เพื่อเปลี่ยนพาร์ทิชัน ext4 ให้เป็น ext2 # tune2fs -o ^has_journal /dev/sda3
    3. check file system อีกครั้งเพื่อจัดระเบียบบล็อคต่าง ๆ # e2fsck -f /dev/sda3
    4. resize file system ใน sda3 # resize2fs /dev/sda3 15G
    5. resize ตัวพาร์ทิชัน sda3 ด้วย fdisk # fdisk /dev/sda โดยขั้นตอนที่ต้องทำคือ:
      1. ลบพาร์ทิชัน sda3 ด้วยคำสั่ง d
      2. เพิ่มพาร์ทิชัน sda3 กลับคืนด้วยขนาดใหม่ ด้วยคำสั่ง n
      3. เขียนตารางพาร์ทิชันลงดิสก์ ด้วยคำสั่ง w
      4. ออกจาก fdisk ด้วยคำสั่ง q

จากนี้ ระบบก็พร้อมแล้วสำหรับติดตั้ง Debian GNU/Linux สามารถกด Alt-F5 เพื่อกลับไป console ติดตั้งเพื่อทำงานต่อได้ หรือจะรีบูตเข้า installer อีกรอบเพื่อความแน่ใจก็ตามแต่

Debian GNU/Linux

เพื่อไม่ให้บล็อกนี้ยาวเกินไป ผมขอข้ามรายละเอียดการติดตั้ง Debian เอาเป็นว่า ผมเลือกติดตั้ง Xfce desktop เครื่องนี้จึงเป็นเครื่องที่ปลอด GNOME ยิ่งกว่าเครื่องก่อนที่อาจจะยังมีแพกเกจของ GNOME ตกค้างอยู่บ้างระหว่างย้ายมา Xfce

การใช้งานนับว่ารวดเร็วปรู๊ดปร๊าดกว่าเครื่องก่อนอย่างมโหฬาร SSD ทำให้อ่าน-เขียนดิสก์ได้เร็วแบบลื่นหัวแตก ความรู้สึกเหมือนสมัยใช้ RAM disk บน DOS ยังไงยังงั้น ใช้ aptitude upgrade/install/remove โปรแกรมได้สนุกสนาน ไม่ต้องรอนาน โหลด Firefox พร้อมประวัติและ bookmark ต่าง ๆ ที่ import มาจากเครื่องเก่าเสร็จภายใน 3 วินาที บ้าไปแล้ว! และเครื่องก็แทบไม่ร้อนเลยแม้จะเล่นวิดีโอยาว ๆ ทำให้พัดลมระบายความร้อนแทบไม่ได้ทำงานเลย นาน ๆ จะได้ยินสักครั้ง เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ที่เงียบสนิทจนน่าตกใจ เมื่อเทียบกับเครื่องเก่า

ปัญหาที่พบ

ก่อนที่จะลงรายละเอียดที่เป็นความชอบส่วนตัว ผมขอบันทึกปัญหาที่พบเสียก่อน:

  • Wi-Fi หลุดบ่อยเมื่อใช้กับ access point ที่มีการเปลี่ยน bandwidth เป็นระยะ อ่าน syslog แล้ว พบว่ามีข้อความ firmware crash ซึ่งตรงกับรายงานใน Debian #839662 และ LP #1627474 คงต้องติดตามที่ upstream ว่ามีการแก้ไขอะไรอย่างไรบ้าง
  • แป้นพิมพ์วางปุ่ม PgUp/PgDn/Home/End ไว้ในปุ่มเดียวกับปุ่มลูกศร โดยให้กดปุ่ม Fn เพื่อเลือก ซึ่งการกดปุ่มประกอบเพิ่มอีกปุ่มทำให้ไม่สะดวกอย่างมาก
  • เสียงไม่ออกหูฟังโดยอัตโนมัติเมื่อเสียบ เสียงยังคงออกลำโพงของเครื่องตามปกติ ต้องไปเลือกอุปกรณ์เอาต์พุตใน audio mixer แบบ manual เอา (อาการใน Ubuntu หนักกว่า คือนอกจากเสียงจะไม่ออกหูฟังแล้ว ใน sound config ยังไม่มีรายการของหูฟังให้เลือกเลยด้วย)

ส่วนอื่น ๆ เช่น webcam, bluetooth ยังไม่ได้ทดสอบครับ ไว้ถ้ามีโอกาสค่อยว่ากันอีกที

การปรับแต่งซอฟต์แวร์

หัวข้อนี้เป็นการปรับแต่งซอฟต์แวร์สำหรับให้ตัวผมเองในอนาคตอ่าน ในกรณีที่ต้องเซ็ตเครื่องทำงานเครื่องใหม่

นอกจาก Xfce ปกติแล้ว ผมติดตั้งแพกเกจต่อไปนี้ของ GNOME เพิ่มเติม:

  • gucharmap เพื่อใช้ดู/ป้อนอักขระยูนิโค้ด
  • evince สำหรับเปิดเอกสาร PDF แม้ผมจะใช้ MuPDF เป็นหลัก แต่บางครั้งก็ต้องมี Evince ไว้สำรองเผื่อเหลือเผื่อขาด
  • eog แม้จะซ้ำซ้อนกับ ristretto ของ Xfce เพราะ ristretto ยังไม่สามารถสั่งหมุนภาพ 90 องศาได้ ซึ่งจำเป็นเวลานำเข้ารูปจากกล้องดิจิทัล

รายการปรับแต่งซอฟต์แวร์

  • Console:
    • ตั้งค่าใน /etc/default/keyboard: XKBLAYOUT="us,th" XKBVARIANT=",tis" XKBOPTIONS="grp:alt_shift_toggle,lv3:ralt_switch,terminate:ctrl_alt_bksp,\ grp_led:scroll,ctrl:nocaps" ใช้ผังแป้นพิมพ์ มอก. 820-2538 พร้อม level 3 shift และเปลี่ยนปุ่ม CapsLock ให้เป็น Ctrl (ผมเคยอธิบายเหตุผลไว้ใน blog เก่า)
  • Xfce:
    • โปรแกรม > ตั้งค่า > ปรับละเอียดโปรแกรมจัดการหน้าต่าง:
      • สิ่งอำนวยความสะดวก > ปิดตัวเลือก เรียงหน้าต่างต่อชนโดยอัตโนมัติเมื่อย้ายไปชนขอบหน้าจอ
        ป้องกัน accidental maximization
      • พื้นที่ทำงาน > ปิดตัวเลือก ใช้การกลิ้งลูกกลิ้งเมาส์บนพื้นโต๊ะในการสลับพื้นที่ทำงาน
        ป้องกันความรำคาญจากการกลิ้งลูกกลิ้งเมาส์นอกหน้าต่างโดยบังเอิญ
    • โปรแกรม > ตั้งค่า > โปรแกรมจัดการหน้าต่าง:
      • โฟกัส > ยกเมื่อคลิก > ปิดตัวเลือก ยกหน้าต่างขึ้นเมื่อคลิกภายในหน้าต่างโปรแกรม
        เป็นความสะดวกส่วนตัว ที่บ่อยครั้งอยากดูเนื้อหาหน้าต่างหนึ่งเต็ม ๆ เพื่อใช้ประกอบการป้อนคำสั่งในอีกหน้าต่างหนึ่งที่เผยเฉพาะบริเวณที่ป้อนก็พอแล้ว ถ้าอยากดูเนื้อหาหน้าต่างที่ป้อนข้อความอยู่แบบเต็ม ๆ เมื่อไร ก็ค่อยไปคลิกที่กรอบหน้าต่างเอา
    • แอพเพล็ต สลับพื้นที่ทำงาน:
      • คุณสมบัติ > รูปปรากฏ > จำนวนแถว = 2
        เพื่อจัดวางพื้นที่ทำงานแบบ 2×2
    • โปรแกรม > ตั้งค่า > รูปลักษณ์:
      • สไตล์ = Greybird (จากแพกเกจ greybird-gtk-theme)
        เป็น theme ที่ทำให้วิดเจ็ตของ GTK+ 3 ไม่ใหญ่เทอะทะเหมือน theme มาตรฐาน
  • Vim:
    • install vim เพื่อใช้แทน vim-tiny
    • remove nano (ไม่เคยได้ใช้เลย ในเครื่องก่อน ๆ นั้น ยังประนีประนอมด้วยการเซ็ต vim ให้เป็น default editor แต่ nano ที่เหลือไว้ก็กินเนื้อที่ในระบบเฉย ๆ โดยไม่เคยถูกเรียกใช้เลย)
    • ตั้งค่าใน /etc/vim/vimrc.local: " Disable mouse clicks set mouse-=a vim 8 มาพร้อมกับการรองรับ mouse แม้จะทำงานใน text mode ซึ่งทำให้ตำแหน่งเคอร์เซอร์เปลี่ยนเมื่อมีการ copy/paste ข้ามหน้าต่างด้วยเมาส์ หรือแม้แต่การคลิกในหน้าต่างเพื่อโฟกัส และยิ่งสร้างความสับสนยิ่งขึ้นถ้ายังอยู่ใน insert mode ดังนั้น ปิดมันซะ! " Force syntax highlight syntax on vim มี default config เปลี่ยนไปมาเรื่อง syntax highlight บางรุ่นก็เปิด บางรุ่นก็ปิด ดังนั้น ตัดปัญหาด้วยการระบุสิ่งที่เราต้องการให้ชัดเสีย
    • ตั้งค่าใน ~/.vimrc: set modeline ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย vim จึงปิดการใช้ modeline ไว้ และไม่แนะนำให้เปิดใช้เมื่อเป็น root แต่ผมใช้ในซอร์สโค้ดเพื่อความสะดวกในการควบคุมสไตล์การร่นย่อหน้า จึงเปิดใช้ในขอบเขตของ user ปกติเท่านั้น ถ้าต้องเปิด text file ที่ไม่น่าเชื่อถือ ควรใช้ less เปิดดูก่อน
สรุป

โดยรวมแล้ว ผมพอใจกับเครื่องใหม่นี้มาก มันทำให้งานผมเสร็จได้เร็วขึ้น โดยปัจจัยหลักคือ SSD ที่ทำให้ไม่ต้องรอ I/O นาน นอกจากนี้ยังพอใจกับความร้อนที่น้อย การรองรับของลินุกซ์ที่เพียงพอต่อความต้องการ มียกเว้นแค่สองเรื่องที่ค่อนข้างร้ายแรง คือ Wi-Fi ที่หลุดบ่อยเมื่อใช้กับ access point ที่มีการเปลี่ยนแบนด์วิดท์เป็นระยะ (กับ access point บางตัวไม่มีปัญหานี้) และปุ่ม Home/End/PgUp/PgDn ที่ต้องกด Fn ร่วมด้วย (external keyboard ช่วยได้ แต่ก็ต้องฝึกใช้ปุ่มแล็ปท็อปให้เคยชินเพื่อความคล่องตัวในการใช้งานนอกสถานที่ด้วย)

LookHin: การเขียนโปรแกรมลงบน Sonoff WiFi Smart Switch (ESP8266)

6 February, 2017 - 07:11

ภายในของ Sonoff WiFi Smart Switch ก็เป็น ESP8266 ที่ต่อกับรีเลย์เพื่อใช้ควบคุมการเปิดปิดของวงจรไฟฟ้า โดยสามารถใช้งานกับไฟบ้านที่แรงดัน 90-250v AC(50/60Hz) รับกระแสได้สูงสุด 10A เพียงพอสำหรับการเอามาใช้สำหรับเปิดปิดหลอดไฟทั่วๆ ไป ราคาประมาณ 280-300 บาท ซึ่งทางผู้ผลิตเขาก็มีแอพชื่อ eWeLink เอาไว้ให้เราโหลดมาใช้ควบคุมตัวสวิตซ์ตัวนี้ได้อยู่แล้วแหละ แต่ว่ามันก็ใช้แค่เปิดปิดกับตั้งเวลาได้เท่านั้น ซึ่งไม่ได้ตรงกับความต้องการของเรา ความต้องการของเราคือต้องการทำให้หลอดไฟจุดทุกในบ้านสามารถควบคุมได้ผ่านระบบควบคุมกลางคือ Raspberry Pi 3 (แต่ในบทความนี้จะพูดถึงแค่การเขียนโปรแกรมลงบน ESP8266 ของ Sonoff WiFi Smart Switch เท่านั้นนะครับ)

หลังจากไปหาซื้อมาแล้วก็แกะกล่อง ใช้ไขขวงดันๆ เดียวมันก็หลุดออกมาครับ (หลุดพร้อมประกัน)

ตรงกลางๆ ของแผ่นวงจรจะเห็นมีรูให้บัดกรีขาอยู่ 5 ขา ให้เอาก้างปลามาบัดกรีให้เรียบร้อย (ถ้าเป็นรุ่นก่อนหน้านี้จะมีอยู่ 4 ขา ซึ่งจริงๆ เราก็ใช้แค่ 4 ขานั้นหละ ส่วนขาที่ 5 เป็น GPIO14 เผื่อว่าเราอยากต่อเซ็นเซอร์อะไรเพิ่มเติม) โดยถ้ามองจากด้านบนจะมีตำแหน่งของขาต่างๆ ดังนี้

GPIO14 GND TX RX VCC 3.3V

เมื่อบัดกรีขาต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ให้ทำการต่อ Sonoff กับ USB To UART เพื่อทำการเขียนโปรแรกมลงไป โดยให้ต่อขาต่างๆ ดังนี้

[Sonoff] --> [USB To UART] VCC --> VCC (3.3V) RX --> TX TX --> RX GND -->GND

หลังจากต่อวงจรเสร็จเรียบร้อยให้ทำการกดสวิตซ์สีดำค้างเอาไว้ และเสียบสาย USB เข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อทำการโปรแกรม (ต้องกดค้างก่อนเสียบสายด้วยนะครับ สำคัญมากๆ) โดยให้เขียนโค้ดต่างๆ ดังนี้

โดยให้ใส่ SSID และ Password ของ WI-FI ของเราลงไป และเราจะเขียนโปรแรกมให้ฟิกค่า IP ของอุปกรณ์เอาไว้เพื่อความสะดวกในการเรียกใช้งาน (คงไม่สะดวกแน่ๆ ถ้าจะให้มันรับ DHCP เข้ามา) ดาวน์โหลดโค้ดตัวอย่าง

const char* ssid = "WIFI_SSID"; const char* password = "WIFI_PASSWORD"; const IPAddress ip(192, 168, 1, 100); // IP ของอุปกรณ์ตัวนี้ 192.168.1.100 const IPAddress subnet(255, 255, 255, 0); const IPAddress gt(192, 168, 1, 1); #include <esp8266wifi.h> #include <esp8266webserver.h> const char* ssid = "WIFI_SSID"; const char* password = "WIFI_PASSWORD"; const IPAddress ip(192, 168, 1, 100); const IPAddress subnet(255, 255, 255, 0); const IPAddress gt(192, 168, 1, 1); const int SwitchPin = 12; // GPIO12 int SwitchValue = HIGH; ESP8266WebServer server(80); void handleNotFound(){ //server.send(404, "text/plain", "404 Not Found"); if(SwitchValue == HIGH) { server.send(200, "text/plain", "ON"); }else{ server.send(200, "text/plain", "OFF"); } delay(1000); } void setup(void){ // Set Output PIN pinMode(SwitchPin, OUTPUT); digitalWrite(SwitchPin, SwitchValue); // Connect WiFi WiFi.mode(WIFI_STA); WiFi.config(ip, gt, subnet); WiFi.begin(ssid, password); // Wait for connection while(WiFi.status() != WL_CONNECTED){ delay(1000); } server.on("/", [](){ if(SwitchValue == HIGH) { server.send(200, "text/plain", "ON"); }else{ server.send(200, "text/plain", "OFF"); } delay(1000); }); server.on("/ON", [](){ SwitchValue = HIGH; server.send(200, "text/plain", "ON"); digitalWrite(SwitchPin, SwitchValue); delay(1000); }); server.on("/OFF", [](){ SwitchValue = LOW; server.send(200, "text/plain", "OFF"); digitalWrite(SwitchPin, SwitchValue); delay(1000); }); server.onNotFound(handleNotFound); server.begin(); } void loop(void){ server.handleClient(); }

เพื่อความสะดวกในการนำไปติดตั้งใช้งานจริง เราจะหาแม่เหล็กกระดุมมาติดกับฐานของบอร์ทเอาไว้ เพื่อจะได้เอาไปติดกับโคมไฟเพดานง่ายๆ หน่อย แม่เหล็กขนาดนี้หาซื้อได้จากคลองถมนะครับ ตัวละ 15 บาท แต่ถ้าใครไม่มีก็หาวิธีติดเอาเอง เอากาวสองหน้าก็ได้

หลังจากอัพโหลดโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ให้ทำการประกอบทุกอย่างลงกล่องให้เหมือนเดิมและนำไปใช้งานได้ (ที่สำคัญให้ต่อสาย L กับ N ให้ถูกทั้งขาเข้าและขาออกด้วยนะครับ)

ทดสอบสั่งเปิดปิดไฟ โดยเปิดบราวเซอร์และพิมพ์ IP ของ Sonoff WiFi Smart Switch ที่เราคอนฟิกไว้ตอนเขียนโปรแกรม ดังนี้

http://192.168.1.100/ON
http://192.168.1.100/OFF

ก่อนจบ: ข้อเสียอย่างหนึ่งของ Sonoff Smart Switch คือว่ามันใช้ Relay ธรรมดา ทำให้เวลาเปิดปิดวงจรจะมีเสียงนิดหน่อย ถ้าเป็นไปได้ผมว่าจะหา Solid State Relay มาเปลี่ยนอยู่ //แต่ก็แพง

bact: เอกสาร ม.409 สัมมนาทางมานุษยวิทยา 2/2559

5 February, 2017 - 19:39

ทำเอกสารประกอบวิชาสัมมนาเทอมนี้ จะอัปโหลดรายการบรรณานุกรมที่ WordPress.com มันไม่ให้ (.rdf .xml .zip .txt ไม่ได้สักกะอัน) เลยต้องมาฝากไว้ในบล็อกตัวเอง

TU AN409 2/2559 Bibliography

LookHin: การสร้าง Telegram Bot สำหรับส่งข้อมูลแจ้งเตือนจาก ESP8266

30 January, 2017 - 07:12

บทความนี้จะแสดงตัวอย่างการสร้าง Telegram Bot สำหรับส่งข้อมูลแจ้งเตือนจากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ควบคุมด้วย ESP8266 อาจจะนำไปประยุกต์ใช้สำหรับทำวงจรแจ้งเตือนเมื่อมีผู้บุกรุกด้วยการนำ ESP8266 ไปต่อกับเซ็นเซอร์วัดระยะทางด้วยคลื่นอัลตราโซนิค (Ultrasonic Distance Sensor) หรือเซ็นเซอร์อินฟราเรด (PIR Sensor) ซึ้งถ้ามีผู้บุกรุกก็จะให้ส่งข้อความแจ้งเตือนมายัง Telegram หรือจะนำไปต่อกับเซ็นเซอร์ตรวจจับควันก็แล้วแต่จินตนาการ

ขั้นตอนการทำก็แบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ
1. สร้าง Telegram Bot
2. เขียนโปรแกรมบน ESP8266 เพื่อส่งข้อความมายัง Telegram ของเรา (ในบทความนี้จะใช้ ESP-01 และใช้สวิตซ์เป็นอินพุต ในการใช้งานจริงให้เปลี่ยนจากสวิตซ์ไปเป็น PIR Sensor หรือหากว่าต้องการรับอินพุตที่เป็น Analog ให้เปลี่ยนไปใช้ ESP-07 หรือ ESP-12 ที่มีขา ADC มาให้นะครับ)

สำหรับการสร้าง Telegram Bot ให้เราทำการเพิ่ม @BotFather เป็นเพื่อนกับเราก่อน ซึ่งเราจะต้องสั่งให้ @BotFather สร้างบอทให้เรา (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาไม่ให้ทำผ่านหน้าเว็บ แต่เขาให้ทำในนี้ก็ทำไปครับ)

เมื่อเพิ่ม @BotFather เป็นเพื่อนแล้ว เราจะเห็นคำสั่งต่างๆ ขึ้นมาให้เราใช้งาน ลองพิมพ์ /help ระบบจะแสดงคำสั่งต่างๆ ขึ้นมาให้

ทีนี้ให้เราสร้าง Bot โดยใช้คำสั่ง /newbot ซึ่งระบบจะให้เราใส่ชื่อที่จะใช้เรียกบอทของเรา และให้ใส่ username ของบอท ซึ่งตรง username นี้จะต้องไม่ซ้ำกับคนอื่นและจะต้องลงท้ายด้วย bot เท่านั้น (ตัวอย่างผมจะใช้ชื่อบอทว่า SmartHomeABC123 และใช้ username ว่า SmartHomeABC123Bot) เมื่อสร้างเสร็จแล้วระบบจะแสดง Access Token ขึ้นมาให้เรา Token ตัวนี้จะใช้สำหรับการส่งข้อความนะครับ จดไว้ๆ

จากนั้นให้เราทำการเพิ่มบอท @SmartHomeABC123Bot เป็นเพื่อนของเราก่อน และลองทักมันไปสัก 1 ครั้ง จะเห็นว่าไม่มีอะไรขึ้นมา ไม่ต้องตกใจ อ่านข้อต่อไปครับ สิ่งที่เราต้องการไม่ได้ให้มันตอบกลับ แต่เราต้องการ ID ของเราเอง เพื่อใช้ในการส่งข้อความกลับ

จากนั้นให้พิมพ์คำสั่งนี้ที่ browser หรือหากใครใช้ CURL เป็นก็ตามสะดวก ออ อย่าลืมเปลี่ยนตรงคำว่า <ACCESS_TOKEN> เป็น Access Token ของบอทตัวเองด้วยนะครับ

https://api.telegram.org/bot<ACCESS_TOKEN>/getUpdates

สำหรับฟอร์แมตของคำสั่งจะเป็น https://api.telegram.org/bot<ACCESS_TOKEN>/API_COMMAND นะครับ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ว่าเราสามารถสั่งอะไรได้บ้างจาก Link นี้ครับ https://core.telegram.org/bots/api

หลังจากสั่ง /getUpdates เราจะได้ข้อมูลของข้อความและ id ของผู้ส่ง ซึ่งเดียวเราจะใช้ id ตรงนี้ในการนำไปใช้ในการส่งข้อความจาก ESP8266 ต่อไป (ถ้าสั่ง /getUpdates แล้วไม่มีข้อมูลอะไรขึ้น ให้ลองพิมพ์ข้อความทักบอทของเราไปอีกรอบ บาททีเราอาจจะเว้นช่วงนานไปจนข้อความนั้นหมดอายุไปก่อน)

หลังจากนั้นลองทำการส่งข้อความจากบอทของเรากลับมาหาเราหน่อยโดยใช้คำสั่ง CURL ถ้าใครใช้ CURL ไม่เป็นหรือไม่ได้ลงไว้ก็ข้ามไปเลยครับ อันนี้ผมทำให้ดูเฉยๆ โดยเราจะส่งเป็นพารามิเตอร์ text และ chat_id เป็น method post เข้าไป

curl -X POST https://api.telegram.org/bot<access_token>/sendMessage -d text="test test" -d chat_id="<your_chat_id>" -k

เย้ๆ ส่งข้อความได้แล้ว

ขั้นตอนถัดไป เรามาเขียนโปรแกรมเพื่อส่งข้อความบน ESP8266 กันต่อ โดยผมจะใช้ ESP-01 เป็นตัวทดสอบ โดยจะให้กดสวิตซ์บนบอร์ตแล้วให้ส่งข้อความออกไป อันนี้ไม่ยากลอกโค้ดแล้วไปทำความเข้าใจกันเอา

อย่ากแรกต่อวงจรตามนี้ก่อน โดยให้ต่อ ESP-01 เข้ากับ USB To UART เพื่อทำการเขียนโปรแกรมลงไป และต่อสวิตซ์แบบ pull-up เข้ากับขา GPIO-2 ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ตามนี้ครับ

[ESP-01] --> [USB To UART] RX --> TX TX --> RX VCC --> VCC (3.3v) CH_PD --> VCC (3.3v) GNC --> GND GPIO-0 --> GND GPIO-2 --> ต่อ pull-up กับสวิตซ์

เขียนโค้ดบน Arduino และทำการ upload sketch เข้าไปที่ ESP-01 ที่เราต่อวงจรเตรียมเอาไว้ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ทดสอบกดสวิตซ์ ระบบจะทำการส่งข้อความมาหาเราที่ Telegram ของเราแล้วครับ (Download Source Code)

โดยจากโค้ดให้แก้บรรทัดดังต่อไปนี้ โดยให้ใส่ค่าต่างๆ ตามที่เราได้มาจากขั้นตอนก่อนหน้านี้นะครับ

const char* ssid = "WIFI_SSID"; const char* password = "PASSWORD123"; const String AccessToken = "<your_access_token>"; String PostData = "text=แจ้งเตือน: สวิตซ์บน ESP8266 ถูกกด&chat_id=<your_chat_id>"; #include <esp8266wifi.h> #include <wificlientsecure.h> // WIFI SSID & Password const char* ssid = "WIFI_SSID"; const char* password = "PASSWORD123"; // Telegram Server API const int httpsPort = 443; const char* host = "api.telegram.org"; const String AccessToken = "<your_access_token>"; const int SwitchPin = 2; // GPIO2 int SwitchOldStatus = HIGH; int SwitchNewStatus = HIGH; void setup(void){ Serial.begin(9600); pinMode(SwitchPin, INPUT); WiFi.mode(WIFI_STA); WiFi.begin(ssid, password); // Wait for connection while(WiFi.status() != WL_CONNECTED){ delay(500); } } void loop(void){ // Read Data From Switch SwitchNewStatus = digitalRead(SwitchPin); if(SwitchNewStatus == LOW && SwitchNewStatus != SwitchOldStatus){ String PostData = "text=แจ้งเตือน: สวิตซ์บน ESP8266 ถูกกด&chat_id=<your_chat_id>"; WiFiClientSecure client; Serial.print("connecting to "); Serial.println(host); if (!client.connect(host, httpsPort)) { Serial.println("connection failed"); return; } // POST client.print(String("POST ") + "/bot" + AccessToken + "/sendMessage HTTP/1.1\r\n" + "Host: " + host + "\r\n" + "User-Agent: ESP8266-Notification\r\n" + "Content-Type: application/x-www-form-urlencoded\r\n" + "Cache-Control: no-cache\r\n" + "Content-Length: " + String(PostData.length()) + "\r\n" + "\r\n" + PostData); // Header Serial.println("-------Response Header-------"); while (client.connected()) { String line = client.readStringUntil('\n'); if (line == "\r") { break; } Serial.println(line); } // Body Serial.println("-------Response Body-------"); String body = client.readStringUntil('\n'); Serial.println(body); } SwitchOldStatus = SwitchNewStatus; delay(500); }

หลังจากทำการ upload sketch ให้ลองเปิด Serial Monitor ขึ้นมาดู Log และทดสอบกดสวิตซ์ดูได้เลยครับ จะเห็นว่ามีข้อมูลถูกส่งออกไปยัง API ของ Telegram แล้ว

ขั้นต่อไปก็เอาไปใช้งานจริง ให้ถอดตัว USB To UART ที่เราใช้ upload sketch ออกและต่อวงจรดังรูป

[ESP-01] --> [Battery] VCC --> VCC (3.3v) CH_PD --> VCC (3.3v) GNC --> GND GPIO-2 --> ต่อ pull-up กับสวิตซ์

หมายเหตุ: ปกติผมจะส่งข้อมูลจากเซ็นเซอร์ไปยัง Raspberry Pi ที่ทำหน้าที่ควบคุมทั้งระบบก่อน แล้วค่อยส่งจาก Raspberry Pi ออกไปยัง service อื่นๆ ข้างนอกอีกทีนะครับ เพราะถ้าต้องมาแก้ไขข้อความหรือเปลียน Access Token ผมคงแก้ไขจากฝั่งของ Raspberry Pi น่าจะง่ายกว่ามานั้ง upload sketch ใหม่

Thep: Long Time No Thanks

11 January, 2017 - 12:47

ผมร้างจากการเขียน blog ขอบคุณผู้สนับสนุนงานพัฒนาของผมไปเกือบหนึ่งปีเต็ม (นับจาก entry ล่าสุด อีกหนึ่งเดือนก็จะครบปี) รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน ถึงแม้จะได้อัปเดตหน้า ขอบคุณ มาเป็นระยะ แต่เวลาไม่เอื้ออำนวยให้เขียน blog สักเท่าไร และความพยายามเพิ่มเนื้อหาสาระใน blog ด้วยประเด็นที่น่าสนใจ ก็ทำให้ผัดวันเขียน blog ขอบคุณมาเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ดี ผมก็ขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณย้อนหลัง 11 เดือน สำหรับผู้ที่ได้ หย่อนสตางค์ลงหมวก เพื่อสนับสนุนงานพัฒนาซอฟต์แวร์เสรีของผม ดังนี้:

  • เดือนกุมภาพันธ์ 2559
    • คุณธนาธิป ศรีวิรุฬห์ชัย
    • ผู้ไม่แสดงตน 1 ท่าน
  • เดือนมีนาคม 2559
    • คุณธนาธิป ศรีวิรุฬห์ชัย
  • เดือนเมษายน 2559
    • คุณวิทยา ไตรสารวัฒนะ
    • คุณธนาธิป ศรีวิรุฬห์ชัย
  • เดือนพฤษภาคม 2559
    • คุณธนาธิป ศรีวิรุฬห์ชัย
  • เดือนมิถุนายน 2559
    • คุณวิทยา ไตรสารวัฒนะ
  • เดือนกรกฎาคม 2559
    • คุณธนาธิป ศรีวิรุฬห์ชัย
  • เดือนสิงหาคม 2559
    • คุณวิทยา ไตรสารวัฒนะ
  • เดือนกันยายน 2559
    • ผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม
  • เดือนธันวาคม 2559
    • คุณวิทยา ไตรสารวัฒนะ

ขอขอบคุณสำหรับการสนับสนุนที่ผ่านมาของทุกท่านครับ ขอให้ทุกท่านมีความสุขความเจริญในหน้าที่การงาน มีสุขภาพแข็งแรง คิดสิ่งใดก็ขอให้สมความปรารถนานะครับ

ผมยอมรับว่าตั้งแต่แต่งงานมีครอบครัว ผมมีเวลาให้กับซอฟต์แวร์เสรีน้อยลง เนื่องจากมีภารกิจในบ้านที่ต้องดูแล และต้องเน้นงานที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้มากขึ้น แม้จะพยายามเจียดเวลาว่างมาทำงานซอฟต์แวร์เสรีอยู่ตลอดก็ตาม

ช่วงที่ผ่านมา งานซอฟต์แวร์เสรีของผมก็ยังอยู่ใน maintenance mode เช่นเคย โดยเป็นการดูแลโครงการต่าง ๆ ของ TLWG ซึ่งขณะนี้ได้ ย้าย ไปที่ GitHub แล้ว และ release รุ่นปรับปรุงออกมาเรื่อย ๆ ตามโอกาส ดังข่าวประกาศต่าง ๆ ที่เว็บ LTN ดังกล่าว พร้อมทั้งอัปโหลด แพกเกจ เข้า Debian ตามปกติ

ส่วนงานแปล ก็ยังคงอัปเดตคำแปลของ Xfce ใน development snapshot และตรวจทานคำแปลของ GNOME ตามที่โอกาสจะอำนวย ซึ่งก็เรียกได้ว่าไม่ได้ active เท่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังไม่เลิกทำนะครับ

ส่วนชีวิตทั่วไป ตอนนี้ผมต้องศึกษางานสาขาอื่น เพื่อให้สามารถรับงานที่ generate income ได้มากกว่างานรองรับภาษาไทย เพื่อความอยู่รอดของครอบครัวครับ เรื่องที่ไม่เคยทำก็หัดเสียให้เป็น ก็พร้อมรับคำชี้แนะจากผู้รู้ และเปิดรับงานนอกสาขาเดิม ส่วนจะทำได้มากน้อยแค่ไหนก็ต้องพิจารณาศักยภาพของตัวเองเป็นกรณีไปครับ