Back to top

Planet TLWG

Subscribe to Planet TLWG feed
Planet TLWG - http://linux.thai.net/planet
Updated: 1 hour 21 min ago

bact: “เสื้อแดง” ในฐานะ “รุ่นทางการเมือง”

26 May, 2020 - 19:04

ความคิดต่อจากบทความชิ้นนี้ ความทรงจำของ ‘ปืนลั่นแสกหน้า’ : ว่าด้วยคนกรุงเทพฯ เสื้อแดง และปี 2553

“เสื้อแดง” ตอนนี้อาจไม่ใช่ “ขบวนการทางการเมือง” (political movement) แล้ว มันไม่มีขบวนอะไรที่เรามองเห็นชัดในตอนนี้ แต่มันยังเป็น “ชนชั้นทางการเมือง” (political class – โดยเฉพาะเมื่อถูกคนอื่นมองมา ในเซนส์ “อี๋ ไอ้พวกเสื้อแดง”) หรือ “กลุ่มความสำนึกรู้ทางการเมือง” (political consciousness) แบบนึงอยู่ ในลักษณะที่คนยังระบุได้อยู่ว่า “ฉันเป็นคนเสื้อแดง”

อย่างไรก็ตามมันอาจมีลักษณะผูกกับเหตุการณ์ในเวลาอยู่เหมือนกัน ถ้าเรามองว่ามันต้องอาศัยประสบการณ์ร่วม เพื่อจะกลายสภาพตัวเองมาเป็นเสื้อแดง ในแง่นี้ ความเป็นเสื้อแดงจึงไม่ได้อยู่เฉพาะตรงอุดมการณ์ทางการเมือง แต่มันมีลักษณะของการมีความทรงจำร่วมกัน และไม่ใช่ความทรงจำเกี่ยวกับคนอื่นในอดีต แต่เป็นความทรงจำที่มีร่วมกันก็เพราะได้สร้างร่วมกันในขณะเวลานั้น ซึ่งการโฆษณาชวนเชื่อใดๆ ไม่สามารถลบหรือเปลี่ยนความทรงจำนี้ได้ เพราะนี่เป็นความทรงจำที่เกี่ยวกับชีวิตของตัวเอง

“คนเสื้อแดง” จึงมีลักษณะเป็น “รุ่นทางการเมือง” (political generation?) ด้วย ในลักษณะเดียวกับ “คนเดือนตุลา(16+19)” “คนรุ่นพฤษภา(35)” เพียงแต่ความขัดแย้งยาวนาน รวมถึงการชุมนุมและการล้อมปราบต่างๆ ประกอบกับการที่การเมืองระดับรากหญ้ามันลงหลักแพร่หลาย มันเลยทำให้คนร่วมรุ่นนี้ มีจำนวนมากกว่ามาก

ทำนองเดียวกับที่คนรุ่นถัดมาอาจร้องและเต้นเพลง “เกรงใจ” ของแรพเตอร์ได้ แต่ไม่รู้หรอกว่า การใช้ชีวิตอยู่ในสมัยที่เพลงนี้เปิดทุกที่ทุกผับมันเป็นยังไง แต่โอเค เราดีใจที่ผับยังเปิดเพลงนี้อยู่ และคนยังเต้นกับมันอยู่ แม้จะเป็นคนที่ไม่ได้เกิดในยุคสมัยนั้น แต่เราก็ร่วมความทรงจำนี้ได้ คือไม่ได้กีดกัน ไม่ได้แนวว่า อี๋ พวกเด็กอยากเรโทร (ทำนองที่ไปแซะ “ติ่งส้ม”) เพียงแต่ เฮ้ย มันมีความต่างอยู่จริงๆ ในแง่การเคยไปอยู่ตรงนั้น แต่เราไม่ได้หวงนะ ถ้าชอบก็มาเต้นด้วยกัน เต้นหลายคนก็สนุกหลายคน และนับจากตรงนี้ไป เราก็เป็นพวกเดียวกันได้ เต้นด้วยกันได้

การนับว่า “คนเสื้อแดง” คือรุ่นทางการเมืองแบบหนึ่ง น่าจะทำให้คำอธิบายมันง่ายขึ้นด้วย เพราะในแง่อุดมการณ์ทางการเมือง คนเสื้อแดงเองก็มีเฉดต่างๆ กันไป

การอธิบายแบบนี้ไม่ได้ต้องการลดความซับซ้อนของความต้องการและแรงขับดันของแต่ละคนที่เคยอยู่หรือยังอยู่ในขบวน(ที่ใดที่หนึ่ง) แต่น่าจะช่วยรวมคนเสื้อแดงเข้าด้วยกันได้สะดวกขึ้น และอาจต้อนรับคนเข้ามาร่วมได้มากขึ้น ถ้าเรามองว่าภาวะที่เราอยู่กันตอนนี้ มันยังไม่จบ เป็นภาวะยาวนาน สามารถกินเวลาได้เป็นชั่วรุ่นคน

bact: อนุญาตให้เรียนไม่สดเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึง + การสร้างพื้นที่ปลอดภัยระหว่างบันทึกการสอน

20 May, 2020 - 17:43

การสอนออนไลน์ ควรมีการบันทึกการสอนไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนที่มีทรัพยากรเพื่อการเข้าถึงจำกัด และในการบันทึกก็มีข้อควรพิจารณาต่างๆ เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้สำหรับทั้งตัวผู้สอนและผู้เรียน

การสอนออนไลน์แบบสด มีข้อดีคือการโต้ตอบระหว่างผู้เรียนและผู้สอนโดยทันที หากผู้สอนมีทรัพยากรที่สามารถทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมีเฉพาะแบบสด ควรมีการบันทึกไว้ด้วย ควบคู่กัน เพื่อให้ผู้เข้าเรียนท่ี่ไม่สามารถเข้าเรียนสดได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถเลือกเรียนได้ใน “เวลาที่สะดวก”

เวลาที่สะดวกสำหรับการเรียนที่ขึ้นกับทรัพยากรของผู้เรียน

“เวลาที่สะดวก” ในแง่การเรียนออนไลน์นี้ จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย

1) การเข้าถึงอุปกรณ์ที่เหมาะสม (โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถเพียงพอจะเปิดสื่อการสอนได้อย่างครบถ้วน)

2) ความเร็วและความเสถียรของอินเทอร์เน็ตที่เหมาะสม

3) พื้นที่ที่เหมาะสม เช่น ที่นั่ง ความสงบ (อาจเป็นในที่พักอาศัยหรือที่อื่น เช่น บ้านญาติ ร้านเน็ต)

“เวลาที่สะดวก” คือช่วงเวลาที่ผู้เรียนสามารถจัดหา (1), (2), และ (3) ได้พร้อมกัน

กรณีบ้านเดียวกันมีอุปกรณ์ตาม (1) เพียงเครื่องเดียว แต่มีสมาชิกในบ้านหลายคนที่ต้องทำงานหรือเรียน การเรียนแบบสด (real time) จะสร้างปัญหาการแย่งกันใช้ทรัพยากรที่มีจำกัด

กรณีมีอุปกรณ์ตาม (1) เพียงพอกับสมาชิกที่ต้องใช้ทุคนในเวลาเดียวกัน แต่บ้านมีพื้นที่เล็ก การต้องเปิดสื่อการสอนพร้อมกันในพื้นที่จำกัดตาม อาจทำให้เกิดการรบกวนสมาธิกันและกันระหว่างสมาชิกในบ้าน กล่าวคือปัจจัยที่ (3) ไม่เกิด หรือการแบ่งความเร็วอินเทอร์เน็ตกันเนื่องจากใช้งานพร้อมกัน ก็ทำให้ปัจจัยที่ (2) ด้อยลงไป

กรณีไม่มีอุปกรณ์ตาม (1) หรืออินเทอร์เน็ตตาม (2) หรือพื้นที่ตาม (3) ที่บ้านอย่างใดอย่างหนึ่ง และผู้เรียนจำเป็นต้องไปใช้อุปกรณ์ เน็ต หรือสถานที่นอกบ้าน เช่น บ้านญาติ หรือร้านเน็ต ก็จะมีเงื่อนไขข้อจำกัดของร้านหรือของบ้านนั้นๆ มาเกี่ยวข้องด้วย เช่น น้ายินดีให้ยืมคอม เพียงแต่ช่วง 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นน้าก็ต้องทำงานด้วยคอมเครื่องเดียวกัน ถ้าหลัง 5 โมงเย็นนี่ใช้ได้ไม่มีปัญหา หรือการไปใช้เน็ตที่ร้าน ก็ไม่รับประกันว่า ตอนไปถึงร้านจะมีที่นั่งว่างทันที

การมีการสอนสดเพียงอย่างเดียวจะทำให้การจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดทำได้ลำบากขึ้น ทำให้เป็นไปได้ว่าครอบครัวของผู้เรียนอาจจำเป็นต้องดึงเงินที่ตั้งใจจะใช้เพื่อเรื่องอื่น มาซื้ออุปกรณ์ตาม (1) หรือเพิ่มคุณภาพเน็ตตาม (2) ส่วนเรื่องพื้นที่(3) นี่ดูจะเป็นที่จัดการลำบากอยู่

หากมีการบันทึกการสอนเอาไว้ด้วย ก็จะทำให้ผู้เรียนและสมาชิกคนอื่นๆ ในบ้าน สามารถจัดการทรัพยากรตาม (1), (2), และ (3) ได้ดีขึ้น มีการแบ่งใช้ทรัพยากรกันระหว่างสมาชิกในครอบครัวได้เหมาะสมขึ้นหรือเพิ่มทางเลือกให้สามารถหยิบยืมหรือใช้ทรัพยากรจากภายนอกครอบครัวเป็นการชั่วคราวได้สะดวกขึ้น

การบันทึกการสอนเอาไว้ ยังมีประโยชน์กับผู้เรียนสดอีกด้วย เนื่องจากเป็นไปได้ว่าคุณภาพสัญญาณอินเทอร์เน็ตในบางช่วงอาจมีปัญหา ทำให้พลาดจุดสำคัญบางช่วงไป ถ้ามีการบันทึกไว้ ก็จะสามารถย้อนกลับมาดูได้ในภายหลัง

ทั้งนี้ “เวลาที่สะดวก” ที่ผู้เรียนสามารถจัดหา (1), (2), และ (3) มาได้พร้อมกันนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเวลาที่ต่อเนื่องกัน เช่น สำหรับคาบเรียน 2 ชั่วโมง ในสัปดาห์หนึ่ง ผู้เรียนรายหนึ่งอาจมีเวลาที่สะดวกตอน 11:30-12:30 หนึ่งชั่วโมงในวันจันทร์ และ 20:00-21:00 อีกหนึ่งชั่วโมงในวันอังคาร และเวลานี้อาจเปลี่ยนไปในอีกสัปดาห์

การบันทึกกับพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนการสอน

การบันทึกนี้ ไม่จำเป็นต้องให้สาธารณะหรือบุคคลภายนอกวิชาเรียนในชั้นเรียนดังกล่าวเข้าถึง เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ที่ไม่สะดวกสอบถามแลกเปลี่ยนหากมีการบันทึกเสียงหรือภาพหรือสถานะบทจอภาพใดๆ ที่จะทำให้ระบุตัวตนได้

ทุกการเรียนการสอนที่จะมีการบันทึก และมีผู้เรียนเข้าร่วม ผู้สอนจะต้องแจ้งให้กับผู้เรียนทราบก่อนทุกครั้ง ว่าจะมีการบันทึก การบันทึกเริ่มเมื่อใด สิ้นสุดลงเมื่อใด และจะมีใครเข้าถึงการบันทึกได้บ้าง

เนื่องจากผู้เรียนอาจไม่สะดวกที่จะสอบถามแลกเปลี่ยนบางประเด็น ซึ่งอาจเป็นประเด็นอ่อนไหว ในระหว่างการบันทึก ผู้สอนควรแบ่งเวลาบางช่วงในระหว่างการสอนที่จะไม่มีการบันทึกใดๆ ให้ผู้เรียนซักถามแลกเปลี่ยนได้ โดยผู้เรียนจะต้องสามารถรับรู้และสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ขณะเวลาดังกล่าวมีการบันทึกอยู่หรือไม่

หากการบันทึกไม่ได้ทำโดยผู้สอนเอง แต่มีเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่สามอื่นทำการบันทึกให้ ในการบันทึก ผู้สอนจะต้องรู้อยู่เสมอด้วยว่ามีการบันทึกอยู่

จำนวนหรือกลุ่มประเภทของผู้เข้าถึงสื่อการสอนที่ได้มีการบันทึกไว้ จะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้แจ้งผู้สอนและผู้เรียนเอาไว้ในตอนเริ่มการบันทึก

การเผยแพร่สื่อบันทึกการเรียนการสอนสู่สาธารณะ

หากผู้เรียนและผู้สอนในชั้นเรียนได้ตกลงร่วมกันล่วงหน้า ว่าจะเปิดเผยการเรียนการสอนเผยแพร่ต่อสาธารณะ ก็สามารถทำได้ โดยอาจเลือกตัดไม่เผยแพร่บางช่วงที่เป็นการซักถามแลกเปลี่ยนประเด็นที่ต้องการให้มีเฉพาะผู้ลงเรียนเท่านั้นที่จะดูได้ ทั้งนี้ระหว่างการเรียนการสอน ให้ระมัดระวังการขานชื่อหรือส่งสัญญาณใดในลักษณะที่จะระบุตัวผู้เรียนได้ เว้นแต่กรณีผู้เรียนตั้งใจแสดงตนด้วยตัวเอง

สื่อการสอนดังกล่าว ถือว่าอยู่ในพื้นที่ของห้องเรียน เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับการปกป้องคุ้มครอง ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน กรณีศึกษา และสิ่งอื่นใด ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายเป็นส่วนหนึ่งของการสอน ทั้งผู้เรียนและผู้สอนควรมีอิสระเต็มที่ในการอภิปรายเพื่อการศึกษาโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

การคำนึงถึงสมาธิในพื้นที่ทางกายภาพที่ไม่ใช่ห้องเรียนโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ การออกแบบกระบวนการการเรียนการสอนและสื่อการสอน ที่เป็นออนไลน์ ทั้งแบบสด และแบบบันทึกไว้ล่วงหน้า ยังควรคำนึงถึงระยะเวลาที่ผู้เรียนจะสามารถมีสมาธิและเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช่ห้องเรียน ซึ่งอาจทำได้ต่อเนื่องสั้นกว่า จึงควรพิจารณาแบ่งช่วงการสอนเป็นช่วงที่ไม่ยาวจนเกินไป และกรณีเป็นการสอนสดก็ควรจัดให้มีเวลาพักตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถไปทำธุระส่วนตัว เช่น เข้าห้องน้ำ ได้ เช่นสอน 50 นาที พัก 10 นาที และสอนต่ออีก 50 นาที

การแบ่งเนื้อหาการสอนเป็นช่วงสั้นๆ และมีการเขียนกำกับไว้อย่างชัดเจนในสื่อที่ทำการบันทึก ยังมีประโยชน์เมื่อต้องการดูย้อนหลัง ทำให้ค้นหาเนื้อหาช่วงที่ต้องการได้สะดวกขึ้น

ฝากทางสถานศึกษาต่างๆ พิจารณาสำหรับภาคการศึกษานี้หรือที่จะถึงนี้ครับ

bact: ว่าด้วยการเยียวยา

16 May, 2020 - 22:23

การทำงานทั้งที่ตั้งใจและที่ผิดพลาดของผู้มีอำนาจ อาจนำมาสู่ความเสียหายของคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ซึ่งถ้าสังคมยังพอจะมีความเป็นธรรมอยู่บ้าง ก็ควรมีการเยียวยาตามสมควรในระยะเวลาที่ไม่ช้าจนเกินไป ทั้งนี้ก็ควรคิดด้วยว่ามาตรการเยียวยานั้น ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนกลุ่มใหม่หรือไม่

เช่น จะเลื่อนการบังคับใช้พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อช่วยหน่วยงานที่ยังเตรียมตัวไม่พร้อม ก็ต้องพิจารณาด้วย ว่าหน่วยงานที่พร้อมแล้วและได้ดำเนินแผนงานต่างๆ ในอนาคตตามความเข้าใจว่าจะกฎหมายฉบับดังกล่าวบังคับใช้ในวันที่กำหนด จะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ หากกฎหมายถูกเลื่อนออกไป (เช่นได้ทำสัญญาหรือทำแผนธุรกิจใดๆ ไว้ ต้องปรับแก้แผน หรือการไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลกลางนี้ จะทำให้ต้นทุนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศของเขาเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องไปทำสัญญาลักษณะทวิภาคีต่างหาก ในระยะ 1 ปีตามที่จะเลื่อน จากเดิมที่เขาเคยคิดว่าไม่ต้องทำ หากกฎหมายบังคับใช้ตามกำหนด) – ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าเราลงโทษคนที่แข็งขันเตรียมความพร้อมเพื่อทำตามกฎหมาย

เรื่องประกาศ #TCAS เพื่อรับเข้าเรียนที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ผิดพลาด นี่ก็มีประเด็นเยียวยาอยู่เหมือนกัน และมีแง่มุมของการเยียวยาคนกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งสมควรได้รับการเยียวยา) ที่อาจสร้างความเดือดร้อนใหม่ให้กับคนอีกกลุ่ม (ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด)

ดูรายละเอียดลำดับเวลาของเรื่องนี้ที่ https://www.bbc.com/thai/thailand-52688183

1. จริงๆ แนวทางของผู้บริหารมหาวิทยาลัย (ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ) นั้นช่วยเยียวยานักศึกษากลุ่มนี้ได้ แต่ถ้าไม่มีมาตรการเพิ่มเติมก็จะเป็นแนวทางที่สร้างผลกระทบกับนักศึกษากลุ่มอื่นไปด้วย

2. ถ้าไม่รับนักศึกษาเข้าเรียนตามประกาศที่ผิดพลาด และ ตัวระบบ TCAS ทั้งหมดไม่ปรับให้พวกเขาได้เข้าเรียนตามลำดับการเลือกอื่นๆ นักศึกษาเหล่านี้ก็จะไม่มีที่เรียน ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเขา

3. พวกเขาอาจจะคะแนนไม่เข้าเกณฑ์คณะวารสาร มธ. แต่อาจเข้าเกณฑ์คณะอื่น เขาไม่ควรเสียสิทธิ์ตรงนั้น ต้องมีใครสักคนในระบบการรับเข้านี้ที่จะรับผิดชอบหาทางเยียวยา

4. แต่การที่มหาวิทยาลัยจะ “บังคับ” ให้คณะวารสารต้องรับนักศึกษาเข้า ในจำนวนที่เกินความสามารถที่คณะจะจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีคุณภาพ ก็เป็นเรื่องสำคัญ คณะวารสารไม่ควรต้องแบกรับ และนักศึกษาทุกคนไม่ควรจะต้องเจอ

5. ประเด็นที่อาจมองว่า “ไม่เป็นธรรม” กับนักศึกษาที่คะแนนถึงเกณฑ์ หากรับนักศึกษาที่คะแนนไม่ถึงเกณฑ์เข้าศึกษา นั้นไม่ควรเป็นประเด็น เพราะสุดท้ายการได้เข้าศึกษาหรือไม่ในแต่ละปีก็อยู่ที่จำนวนรับด้วย ถ้าจำนวนรับมากก็เป็นไปได้ที่คะแนนต่ำสุดที่จะเข้าเกณฑ์จะต่ำลง — และในแง่หนึ่ง การเปิดรับนักศึกษาให้มากขึ้น ก็เป็นการขยายโอกาสทางการศึกษาด้วย (ดูข้อ 6 ประกอบ)

6. ประเด็นที่จะ “ไม่เป็นธรรม” กับนักศึกษาทุกคนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาใหม่ที่เข้ามาเรียนในรอบรับล่าสุดนี้ด้วยวิธีหรือเหตุผลใด และนักศึกษาที่มีอยู่เดิม ก็คือคุณภาพในการจัดการศึกษาที่จะลดลง หากต้องใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด เพื่อรองรับจำนวนนักศึกษาที่ถูกบังคับให้เพิ่มขึ้น โดยไม่ได้มีแผนรองรับไว้ก่อน ผลกระทบนี้อาจเกิดขึ้นกับนักศึกษารุ่นอื่นและคณะอื่นที่ใช้ทรัพยากรและคณาจารย์กลุ่มเดียวกันด้วย

7. หากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องการให้คณะวารสารศาสตร์ช่วยเหลือเยียวยา ด้วยการรับนักศึกษากลุ่มนี้เข้าเรียนในปีการศึกษานี้ มหาวิทยาลัยก็จะต้องสนับสนุนให้กับทางคณะวารสารมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรองรับการเยียวยาดังกล่าวรวมถึงผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมาด้วย การสนับสนุนนี้ เช่น การเพิ่มงบประมาณ เพิ่มจำนวนรับอาจารย์ใหม่ เพิ่มจำนวนจ้างอาจารย์พิเศษภายนอก เพิ่มการสนับสนุนสาธารณูปโภคอื่นๆ ตามสัดส่วน ซึ่งการเพิ่มนี้ จะต้องเป็นการเพิ่มไปตลอดหลักสูตรการศึกษาของนักศึกษาที่จะรับเข้าปีนี้คืออย่างน้อย 4 ปี ไม่ใช่การเพิ่มเฉพาะปีการศึกษานี้เท่านั้น

8. แต่ในทางหนึ่ง การสนับสนุนให้คณะวารสารสามารถรองรับการเยียวยาได้ ก็คือการให้ทุกคณะร่วมรับผิดชอบความผิดพลาดของมหาวิทยาลัยไปกลายๆ เพราะสุดท้ายอาจมีทรัพยากรส่วนกลางจำนวนหนึ่งที่ถูกแบ่งมาเพื่อสนับสนุนการเยียวยานี้ แต่ก็น่าจะดีกว่าให้คณะวารสารแบกรับอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งที่การให้รับเข้านั้นเป็นความประสงค์ของมหาวิทยาลัย ในระยะยาว คณะวารสารอาจเปิดวิชาเพิ่มเติมที่นักศึกษาคณะอื่นสามารถลงทะเบียนเรียนได้หรือให้อาจารย์ของคณะร่วมสอนในบางวิชาของคณะอื่นได้ เพื่อเกลี่ยการใช้ทรัพยากรที่พอจะแบ่งปันได้ออกไปให้เป็นธรรมที่สุด

9. มาตรการในการเยียวยาอีกประการก็คือ หากมีการรับเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแล้ว มหาวิทยาลัยและคณะ จะต้องไม่แบ่งแยกนักศึกษาออกเป็นกลุ่ม “รับเข้าตามปกติ” และ “รับเข้าเป็นการเยียวยา” เพื่อให้ตลอดการศึกษาจนจบการศึกษาของนักศึกษาทุกคน ไม่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกเลือกปฏิบัติเชิงลบ

ทั้งนี้เวลาเราคิดเรื่องการเยียวยา ต้องอย่าลืมว่า การเยียวยาไม่ใช่การทำให้ผู้กระทำพ้นความรับผิด

ผู้กระทำการหรือละทิ้งเพิกเฉยไม่กระทำการ ยังสามารถมีความผิดได้อยู่ และก็ต้องถูกพิจารณาความผิดตามปกติ และการเยียวยาจะต้องไม่สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้น ไม่ว่ากับคนกลุ่มเดิมหรือกลุ่มใหม่

(โพสต์ครั้งแรกในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์)

bact: Override / Overrule ปัญหาการเลื่อนบังคับใช้บางหมวดของกฎหมายลำดับสูงกว่าด้วยกฎหมายลำดับต่ำกว่า

15 May, 2020 - 04:35

กรณีของการพยายามจะเลื่อนบังคับใช้บางหมวดของพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยการออกพ.ร.ฎ.มางดเว้นนี่ก็น่าสนใจ

คือคิดแบบภาวะปกติเลยนะ ไม่ต้องมีภาวะพิเศษหรือรัฐประหาร ตัวพระราชบัญญัตินั้นจะประกาศเป็นกฎหมายใช้บังคับได้ ต้องอาศัยรัฐสภาเห็นชอบ ส่วนพระราชกฤษฎีกา รัฐมนตรีที่มีอำนาจตามกฎหมายนั้นๆ จะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาได้เลย ตามที่กฎหมายดังกล่าวได้ให้อำนาจนิติบัญญัติบางส่วนเอาไว้กับฝ่ายบริหาร

ทีนี้ มันมีสิ่งน่าสนใจ 2 อย่าง ที่กรณีการพยายามเลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วยพ.ร.ฎ. ซึ่งตามลำดับศักดิ์ของกฎหมายไทยนั้น ตัวพ.ร.ฎ.อยู่ต่ำกว่าพ.ร.บ.

1) การที่เกิดภาวะแบบนี้ได้ เพราะกฎหมายในมาตราที่ให้อำนาจกับรัฐมนตรีในการออกพ.ร.ฎ.นั้น มีผลใช้บังคับแล้ว รัฐมนตรีจึงจะนำอำนาจดังกล่าวมางดเว้นการบังคับใช้กฎหมายหมวดที่ยังไม่ถูกบังคับใช้ (จากเดิมที่เราคิดว่า กฎหมายต้องถูกใช้ก่อน แล้วการงดเว้นค่อยตามมา) การที่กฎหมายฉบับนี้ หรือฉบับใดๆ ก็ตามมีการกำหนดการเริ่มใช้บังคับเป็นหลายขยัก ทำให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ได้ ใช่หรือไม่? (ถ้ากฎหมายทั้งฉบับยังไม่ถูกใช้บังคับเลย โดยเฉพาะมาตราที่ให้อำนาจกับรัฐมนตรีในการออกพระราชกฤษฎีกา สถานการณ์แบบนี้จะไม่เกิด หรือไปเกิดด้วยช่องทางอื่น?)

2) ในแง่ศักดิ์และลำดับอำนาจของกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สาระสำคัญของกฎหมายฉบับหนึ่ง (กรณีนี้คือส่วนที่ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของประชาชน) ที่รัฐสภาพิจารณาประกาศเป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติแล้ว สามารถถูกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกกฎหมายระดับพระราชกฤษฎีกา ซึ่งมีลำดับต่ำกว่า มาเลื่อนการบังคับใช้ได้ และถ้ายอมให้มีการเขียนกฎหมายลักษณะนี้ โดนไม่มีการท้าทายทางรัฐธรรมนูญ ก็เป็นไปได้ในทางทฤษฎีว่า การเลื่อนหรือการงดเว้นนี้จะสามารถถูกต่ออายุออกไปได้เรื่อยๆ เท่ากับในทางปฏิบัติ จะมีสภาพเหมือนไม่เคยมีการตราพระราชบัญญัติในส่วนสาระสำคัญขึ้นมาเลย

นี่เป็นโจทย์ที่น่าคิด ว่าจะทำอย่างไร ในกรณีนี้และกรณีทั่วไป ให้สามารถจำกัดอำนาจของฝ่ายบริหารไม่ให้สร้างสภาวะมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติในลักษณะนี้ให้เกิดขึ้นได้

แต่การคาดหวังกับฝ่ายตุลาการให้ช่วยดุลอำนาจ ในฐานะที่เป็นอำนาจหนึ่งที่มีอำนาจเท่าๆ กับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ยังเป็นความคาดหวังที่เป็นไปได้หรือเป็นความคาดหวังที่อันตรายหรือไม่ ในประเทศนี้

bact: แถลงการณ์ว่าด้วยการสืบย้อนผู้ใกล้ชิด (contact tracing) 19 เม.ย. 2563

22 April, 2020 - 05:53

19 เม.ย. 2563 นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยมากกว่า 300 คนจากทั่วโลก ลงชื่อในแถลงการณ์ร่วม “Joint Statement on Contact Tracing” ว่าด้วยการสืบย้อนกลับว่าบุคคลเคยอยู่ใกล้ชิดผู้มีเชื้อหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมโรคจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โควิด-19

ใครสนใจก็กดอ่านและร่วมลงชื่อได้ที่ Joint Statement on Contact Tracing: Date 19th April 2020

ประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งในแถลงการณ์ก็คือ เรื่อง “social graph” หรือผังความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคม ซึ่งสามารถสร้างขึ้นจากการประกอบเชื่อมโยงชิ้นส่วนข้อมูลเล็กๆ เข้าด้วยกัน

  • ข้อมูลบางชุดนั้น ดูเผินๆ อาจเหมือนระบุตัวบุคคลไม่ได้ แต่พอมีข้อมูลเยอะเข้า เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ประกอบกับการบังคับลงทะเบียนซิมการ์ด ก็พอจะระบุตัวคนได้ (รู้ว่า “จุด” นี้คือใคร) และเมื่อประกอบกับข้อมูล “ที่ตั้ง” ทั้งในแบบที่ตั้งภูมิศาสตร์ และที่ตั้งเชิงสัมพัทธ์ ว่าตอนนี้ตั้งอยู่ข้างใคร ตั้งอยู่ใกล้อะไร โดยใช้ข้อมูลจากรหัส Bluetooth, ชื่อ WiFi, ตำแหน่ง GPS, หมายเลขเสาสัญญาณโทรศัพท์ ก็พอจะบอกได้ว่า คนเหล่านี้อาจมีความสัมพันธ์อะไรกันบางอย่าง จึงมาอยู่ด้วยกันในสถานที่และเวลาเดียวกันบ่อยๆ (รู้ว่ามี “เส้น” ลักษณะใดที่ลากเชื่อม “จุด” สองจุดหรือมากกว่าเข้าด้วยกัน)
  • ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์หรือข้อมูลการเดินทางนั้น จำนวนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปเร็วและอาจจะไม่เกิดซ้ำ แต่อีกจำนวนหนึ่งก็มีลักษณะเกิดซ้ำๆ และกว่าจะเปลี่ยนรูปแบบก็อาจใช้เวลาเป็นหน่วยปี (เช่น เมื่อเราเปลี่ยนที่เรียน ที่ทำงาน ย้ายบ้าน)
  • แต่ข้อมูลผังความสัมพันธ์ของคนนั้นเปลี่ยนแปลงช้ากว่านั้นมากๆ คืออาจเป็นระดับสิบปีหรือนานกว่านั้น ข้อมูลที่ถูกเก็บไปในช่วงสั้นๆ ไม่กี่เดือนนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะใช้กับบุคคลนั้นไปได้ตลอดชีวิต ระบบที่ทำงานแบบรวมศูนย์ ที่นำข้อมูลเหล่านี้ไปกองอยู่รวมกัน จึงมีความเสี่ยงอย่างมากหากมีผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้

ระบบที่เราจะพึ่งพาได้นั้น จึงต้องเป็นระบบที่อยู่ภายใต้อำนาจของสาธารณะที่จะตรวจสอบได้ และออกแบบมาให้รักษาความเป็นส่วนตัวตั้งแต่ขั้นการออกแบบ (by design) แทนที่จะไปคาดหวังว่าจะมีคนที่น่าเชื่อถือมาดูแลบริหารจัดการ เพื่อจะรับประกันได้ว่าสิทธิในการได้รับการปกป้องข้อมูลของพลเมืองนั้นจะได้รับการเคารพ

“We urge all countries to rely only on systems that are subject to public scrutiny and that are privacy preserving by design (instead of there being an expectation that they will be managed by a trustworthy party), as a means to ensure that the citizen’s data protection rights are upheld.”

ในแถลงการณ์ระบุว่า หลักการดังต่อไปนี้เป็นหลักการขั้นต่ำที่ควรยึดถือเพื่อเดินไปข้างหน้า:

  • แอป contact tracing จะต้องใช้สำหรับสนับสนุนมาตรการทางสาธารณสุขสำหรับการจำกัดการแพร่กระจายของ #COVID19 เท่านั้น ระบบจะต้องไม่สามารถเก็บ ประมวลผล หรือส่งข้อมูล ไปมากกว่าที่จำเป็นสำหรับการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
  • วิธีการใดๆ ที่นำมาพิจารณาจะต้องโปร่งใสเต็มที่ โพรโทคอลและการสร้างระบบจากโพรโทคอลดังกล่าว ซึ่งรวมถึงชิ้นส่วนย่อยที่จัดหามาให้โดยบริษัทต่างๆ จะต้องถูกพิเคราะห์พิจารณ์ได้โดยสาธารณะ ข้อมูลที่ถูกประมวล รวมถึงเงื่อนไขการจัดเก็บ วิธีการจัดเก็บ สถานที่ที่จัดเก็บ และระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูล จะต้องถูกบันทึกเป็นเอกสารเอาไว้อย่างชัดเจน ข้อมูลที่ถูกเก็บจะต้องมีน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับการวัตถุประสงค์หนึ่งๆ
  • เมื่อมีทางเลือกที่เป็นได้หลายทาง สำหรับการสร้างชิ้นส่วนหรือความสามารถของแอป ทางเลือกที่จะรักษาความเป็นส่วนตัวได้มากที่สุดจะต้องถูกเลือก การเบี่ยงเบนไปจากหลักการนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องบรรลุวัตถุประสงค์ของแอปให้ได้มีประสิทธิผลมากขึ้น และการเลือกทางเลือกดังกล่าวจะต้องถูกอธิบายแสดงเหตุผลอันสมควรได้อย่างชัดเจน โดยมีข้อกฎหมายที่จะกำหนดวันสิ้นสุดหรือวันหมดอายุของทางเลือกดังกล่าว (sunset provisions)
  • การใช้แอป contact tracing และระบบที่สนับสนุนมัน จะต้องเป็นไปโดยสมัครใจ ใช้โดยได้รับความยินยอมอย่างชัดเจนจากผู้ใช้ และระบบต่างๆ จะต้องถูกออกแบบมาให้สามารถสั่งปิดการทำงานได้ และข้อมูลทั้งหมดจะต้องถูกลบทิ้ง เมื่อวิกฤตในปัจจุบันนี้ได้ผ่านไปแล้ว

สหภาพยุโรปก็มีแนวทางเรื่องนี้ออกมาเช่นกัน โดยออกเป็น Commission Recommendation (EU) 2020/518 ลงวันที่ 8 เมษายน 2563 และในรายละเอียดจะมีเอกสารที่เรียกว่า “toolbox” ตามมาอีกเรื่อยๆ

ตอนนี้ชิ้นแรกที่ออกมาคือ Mobile applications to support contact tracing in the EU’s fight against COVID-19 – Common EU Toolbox for Member States

โดยตัวข้อแนะนำหรือข้อระบุสิ่งที่ต้องทำก็จะเจาะจงกับการทำตามข้อกฎหมายและหลักการสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของสหภาพยุโรป แต่ก็น่าจะพอปรับใช้ได้กับที่อื่นๆ เช่นกัน ประเด็นก็จะคล้ายๆ แถลงการณ์ข้างบน แต่มีเพิ่มเรื่อง เช่น การทำงานร่วมกับและได้รับการรับรองโดยหน่วยงานที่มีอำนาจรับผิดชอบด้านสาธารณสุข การพัฒนาบนฐานของข้อมูลที่ระบุตัวตนไม่ได้ การทำงานได้แม้จะข้ามพรมแดน (ซึ่งสำคัญมากในบริบทเสรีภาพในการเดินทางของบุคคล ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เสาหลักของตลาดร่วมยุโรป) การคำนึงถึงการออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงได้ (accessibility)

The toolbox sets out the essential requirements for these apps:

  • They should be fully compliant with the EU data protection and privacy rules, as put forward by the guidance presented today following consultation with the European Data Protection Board.
  • They should be implemented in close coordination with, and approved by, public health authorities.
  • They should be installed voluntarily, and dismantled as soon as no longer needed.
  • They should aim to exploit the latest privacy-enhancing technological solutions. Likely to be based on Bluetooth proximity technology, they do not enable tracking of people’s locations.
  • They should be based on anonymised data: They can alert people who have been in proximity for a certain duration to an infected person to get tested or self-isolate, without revealing the identity of the people infected.
  • They should be interoperable across the EU so that citizens are protected even when they cross borders.
  • They should be anchored in accepted epidemiological guidance, and reflect best practice on cybersecurity, and accessibility.
  • They should be secure and effective. 

bact: การร่วมสร้างอัตลักษณ์ “คนดี” โดยมวลมหาประชาชน: กรณีศึกษาสื่อส่วนบุคคล

19 April, 2020 - 04:39

โดย อาจินต์ ทองอยู่คง และ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ธันวาคม 2560

งานวิจัยนี้ใช้แนวคิดเรื่อง “มีม” (meme) ศึกษาการมีส่วนร่วมในขบวนการทางการเมืองในประเทศไทยช่วงปี 2556-2557 ผ่านการผลิตมีมของผู้สนับสนุนขบวนการ โดยใช้นิยามของมีมว่า “หน่วยของการส่งผ่านวัฒนธรรม”

  • มีม (meme) ในฐานะหน่วยที่เล็กที่สุดทางวัฒนธรรม เป็นแนวคิดที่ล้อกับ ยีน (gene) ในฐานะหน่วยที่เล็กที่สุดทางพันธุกรรม
  • มีมที่ประสบความสำเร็จ คือมีมที่ถูกคัดลอก ทำซ้ำ
  • Mike Godwin เสนอว่า มีมคือสิ่งที่สามารถรวบยอดความคิดของทั้งสายความคิด

หนึ่งในข้อเสนอของงานก็คือ ในแง่กระบวนการ มวลชนนั้นร่วมผลิตเนื้อหาที่ไหลเวียนในขบวนการด้วย ความคิดในขบวนการไม่ได้มาจากด้านบน (โดยแกนนำ) และไหลลงสู่ผู้สนับสนุนเท่านั้น แต่ผู้สนับสนุนก็ร่วมผลิตด้วย (และบางส่วนก็ไหลขึ้นไปสู่แกนนำ) — สิ่งที่คิดต่อไปจากข้อเสนอนี้ได้ก็คือ เมื่อมวลชนไม่ได้เป็นเพียงปัจเจกที่ไหลไปตามกระแสที่แกนนำกำหนด แต่ยังตัดสินใจกระทำการบางอย่าง ดังนั้นก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่

สิ่งที่พบจากงานศึกษานี้อีกอย่างหนึ่ง คือลักษณะร่วมในมีมที่ถูกผลิตที่พอจะอธิบายได้ว่า อะไรคือ “คนดี” ในสายตาของผู้สนับสนุนการเมืองในแนวทางของ กปปส.

ดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอและรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่ท้ายโพสต์นี้ – มีลิงก์วิดีโอนำเสนอที่ด้านท้ายด้วย

โจทย์วิจัยและวิธีการศึกษา

โจทย์วิจัย

มวลชนร่วมผลิตอะไร – อย่างไร? สร้างอัตลักษณ์แบบไหน?

วิธีการศึกษา
เราจะดู การร่วมผลิต ผ่านอะไรได้บ้าง? โครงการวิจัยนี้เลือกดู

  • มีม – การผลิตออนไลน์
  • สินค้ารักชาติ – การผลิตออฟไลน์
  • เซเล็บ – บุคคลในฐานะที่เป็นสื่อ

โดยมองว่าสื่อส่วนบุคคลทั้ง 3 สิ่งนี้คือ “ภาชนะ”

ทุนกับการผลิตสื่อ

เราพบว่า “ทุน” ในลักษณะต่างๆ ที่ผู้สนับสนุนมี ทั้งทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม และทุนทางวัฒนธรรม ทำให้สามารถผลิตสื่อส่วนบุคคลที่มีพลังทั้งทางรูปแบบ เนื้อหา และปฏิบัติการได้

  • มีม – ส่งต่อความคิด แสดงอัตลักษณ์ออนไลน์ ช่วยในการเปล่งความคิดออกมาเป็นคำพูด (articulate) ผลิตง่าย-รู้สึกได้ร่วมขบวนการ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการมากขึ้น
  • สินค้ารักชาติ – แสดงอัตลักษณ์และจุดยืนบนร่างกาย พาการชุมนุมออกไปนอกพื้นที่การชุมนุมอย่างเป็นทางการ ไปสู่พื้นที่ส่วนตัว พื้นที่ที่ใช้ร่วมกับเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว พื้นที่ที่ใช้ร่วมกับคนแปลกหน้า เช่น ในรถโดยสารสาธารณะ ทำให้เห็นคนที่มีจุดยืนแบบเดียวกันโดยต่างฝ่ายต่างไม่ต้องเปล่งเสียง
  • เซเล็บ – ได้รับความสนใจจากสังคม เป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด โอกาสถูกผลิตซ้ำจากสื่อกระแสหลัก/สื่อดั้งเดิม เป็นตัวอย่างในการแสดงออก พื้นที่สื่อสังคมส่วนตัวในฐานะพื้นที่สาธารณะ

การผลิตสื่อส่วนบุคคลที่เป็นภาชนะส่งต่อความคิดและร่วมสร้างอัตลักษณ์ของขบวนการนี้ ใช้ “ทุน” (ในลักษณะที่ Pierre Bourdieu จำแนกไว้ใน “The Forms of Capital” [1986]) เป็นปัจจัยในการผลิตและการเข้าถึง “ตลาด”

ผลผลิตของมวลมหาประชาชน: การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกทำให้ไม่เป็นการเมือง

ในกรณีของขบวนการ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) งานศึกษาพบว่าสิ่งที่มีร่วมกันในมีมต่างๆ ที่ถูกผลิตนั้น คือการหลีกเลี่ยงความเป็นการเมือง ความเป็นการเมืองคือสิ่งไม่ดี

  • การกลายเป็นแฟนชั่นของการเคลื่อนไหวทางการเมือง
  • ลักษณะร่วมของ 3 สื่อ: สื่อสารประเด็นทางการเมืองในรูปแบบที่(พยายามทำให้)ดูไม่เป็นการเมือง
  • การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกทำให้ดูไม่เป็นการเมือง (depoliticized poltiical movement)
  • “ขบวนการทางการเมืองแบบคนดี” คือขบวนการทางการเมืองที่(ดู)ไม่เป็นการเมือง (apolitical political movement)
  • อัตลักษณ์: การหลีกเลี่ยงความเป็นการเมือง
งานศึกษาแยก: กรณีมีมอื่นๆ ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

การผลิตมีมจำเป็นต้องอาศัยทุน การบริโภคมีมเองก็ต้องอาศัยทุน ซึ่งในแง่การเข้าใจมีมชุดหนึ่งจำเป็นต้องอาศัยทุนทางวัฒนธรรม สิ่งนี้อาจถูกใช้เพื่อสร้างภาษาเฉพาะเพื่อหลบเลี่ยงการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น (ทั้งจากรัฐหรือจากสังคม) แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นอุปสรรคในการส่งต่อความคิดออกไปยังวงสังคมที่กว้างขึ้น

“สุดงดงาม!!! นศ.ม.ศรีปทุม จัดทำภาพชุดพี่ตูน ใส่กรอบอย่างดี ติดชื่อผู้บริจาค นำรายได้สมทบ“ก้าวคนละก้าว”..โซเชียลแห่แชร์สนั่นหวั่นไหว!!!” — ทีนิวส์ 7 ธ.ค. 2560 ดาวน์โหลด

โครงการวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการ การเมืองของคนดี: ความคิด ปฏิบัติการ และอัตลักษณ์ทางการเมืองของผู้สนับสนุน “ขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย” (“Good Man’s Politics”: Political Thoughts, Practices and Identities of the “Change Thailand Movement” Supporters) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) — ดูการสังเคราะห์จากงานของทั้งชุดโครงการวิจัยได้ใน อภิชาตและอนุสรณ์ 2560

การนำเสนอปิดโครงการ

เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2560เวลา 9.00 – 17.00 น. ณ ห้องประชุมบุญชู โรจนเสถียรอาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ดูกำหนดการ)

การนำเสนอของ อาจินต์ และ อาทิตย์ จะอยู่ในคลิปที่ 3 ของ playlist ตั้งแต่ประมาณนาทีที่ 26:40 เป็นต้นไป หลังการนำเสนอของ ประจักษ์ ก้องกีรติ (ประเด็นว่า ศีลธรรม กับ ความรุนแรง ไปด้วยกันได้อย่างไรในขบวนการ)

ขอบคุณรายการ คนสวยเรียนสูงออนแอร์ EP. 5 ตอน hashtag the movement: ปั่นยังไงให้จีนสะดุ้ง ที่ทำให้สลัดความขี้เกียจ รวบรวมลิงก์ต่างๆ มาโพสต์เสียที

Kitt: คำนวณวันสงกรานต์ปี 2563

12 April, 2020 - 17:24
สงกรานต์ปี 2563 เป็นปี จ.ศ. (2563 – 1181) = 1382 วันเถลิงศก ตรงกับ (1382 * 0.25875) + floor(1382 / 100 + 0.38) – floor(1382/ 4 + 0.5) – floor(1382 / 400 + 0.595) – 5.53375 = 357.5925 + 14 – 346 – 4 – 5.53375 = 16.05875 = วันที่ 16 เมษายน 2563 เวลา 01:24:36 วันสงกรานต์ ตรงกับ 16.05875 … Continue reading คำนวณวันสงกรานต์ปี 2563 →

bact: การสืบย้อนคนที่เคยใกล้กัน ที่ยังรักษาความเป็นส่วนตัว ในบริบท #COVID19

10 April, 2020 - 06:10

เขียนไว้ในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ชวนคุยเรื่องแอปติดตามผู้เคยอยู่ใกล้ผู้เป็นโรคที่อาจติดต่อได้ (contact tracing) กับความอธิบายได้ทางนโยบาย การเลือกปฏิบัติ และผลกระทบที่อาจอยู่กับเราไปนานกว่าอายุของวิกฤต?

TraceTogether ของสิงคโปร์

ทางสิงคโปร์ที่เราพอได้ยินจากข่าวมาบ้าง วันนี้มีโปรโตคอลกับตัวซอร์สโค้ดออกมาแล้ว

  • BlueTrace เป็นโปรโตคอล ที่เขาใช้คำว่า “privacy-preserving cross-border contact tracing”
  • OpenTrace เป็นแอปที่ใช้ BlueTrace (open source reference implementation)
  • TraceTogether เป็น OpenTrace ที่ปรับแต่งเพื่อใช้ในสิงคโปร์

ทาง GovTech หน่วยงานด้านเทคโนโลยีรัฐบาลของสิงคโปร์ เล่าเรื่องของ OpenTrace ไว้ที่ 6 things about OpenTrace

ไอเดียรวมๆ คือใช้บลูทูธเพื่อเก็บข้อมูลว่า เราเคยไปอยู่ใกล้ใครบ้าง (มือถือของเราเคยไปอยู่ใกล้ใครมือถือเครื่องไหนบ้าง) คือมองว่าต้องการติดตามการติดต่อที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างคนสู่คนโดยตรง ดังนั้นสิ่งที่สนใจ คือการอยู่ใกล้ชิดของคน ไม่สนใจว่าคนนั้นจะไปอยู่ที่ไหน — คือเก็บเฉพาะ who ไม่เก็บ where

เท่าที่ดูในข่าว Channel News Asia เป็นการเปิดให้ใช้ตามความสมัครใจ ไม่บังคับ แต่ก็เชิญชวน

ThaiAlert (รอประกาศชื่อจริง)

ส่วนนี่เป็นแอปโดยกลุ่ม Code for Public ใน GitHub ใช้ชื่อว่า “contact-tracer”

ไอเดียคล้ายกันในส่วนการใช้บลูทูธ แต่เพิ่มเติมการเก็บตำแหน่งที่ตั้งจาก GPS มาด้วย — ก็คือเก็บทั้ง who และ where

NuuNeoi อธิบายแนวคิดไว้ในบล็อกของเขา (ภาษาไทย – เป็นคนไทย)

คุณลิ่วไปทักเรื่องการเปิดเผย user id ระหว่าง broadcast ใครสนใจตามต่อได้ในเฟซบุ๊กของ NuuNeoi

เข้าใจว่าวันศุกร์ที่ 10 เมษายนนี้ จะมีการประกาศใช้แอปจากกลุ่ม Code for Public นี้ในประเทศไทย (มี DEPA และ DGA ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมสนับสนุน)

ระบบอื่นๆ

ตอนนี้ก็มีระบบอื่นที่เสนอกันมาเยอะ เช่น

  • WeTrace เป็นแบบทำนอง TraceTogether จากสวิตเซอร์แลนด์
  • Decentralized Privacy-Preserving Proximity Tracing (DP-3T) จาก EPFL+ทีม
  • Pan-European Privacy-Preserving Proximity Tracing (PEPP-PT) ที่เป็นโครงการระดมสมองออกแบบในทวีปยุโรป
  • หรือวิธีการเก็บตำแหน่งไว้ในเครื่องโดยมีกลไกป้องกันของ MIT Private Kit (ในนั้นมี whitepaper ชื่อ Apps Gone Rogue: Maintaining Personal Privacy in an Epidemic ด้วย ถ้าสนใจลองดูได้)

ระบบเหล่านี้อาจมีแนวคิดในการออกแบบต่างกัน บางระบบรวมศูนย์ (centralized) บางระบบกระจาย (decentralized) บางอันเก็บแค่ ใคร (who) บางอันเก็บ ที่ไหน (where) ด้วย แต่รวมๆ ก็พยายามบันทึกข้อมูลให้น้อยที่สุดเท่าที่จะใช้ติดตามผู้ที่เคยอยู่ใกล้ผู้ติดเชื้อได้ ตามที่ผู้ออกแบบเห็นว่าเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ที่จะเข้าไปดูแล

สิ่งที่น่าห่วงกว่าเรื่องเทคนิค — การเลือกปฏิบัติ?

แม้ในทางเทคนิค กว่าจะแปลงจากจากอัลกอริทึมสู่แอปที่รันจริงในมือถือเรา มันก็มีเรื่องต้องระวังกันในแต่ละขั้นอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด (ในบริบทของแอปที่จะยิ่งคนใช้เยอะยิ่งมีประโยชน์เยอะ คนใช้น้อยก็ยังมีประโยชน์อยู่แต่ก็น้อยลงไป) อาจไม่ใช่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องว่า รัฐจะใช้วิธีอะไรให้คนมาใช้แอป หรือรู้ข้อมูลแล้วจะทำอย่างไรต่อ รู้แล้วจะมีมาตรการทางสาธารณสุข-สังคม-กฎหมาย อะไรตามมา

ตัวอย่าง:

หากกำหนดว่าใครไม่ลงแอปก็จะไม่รับรักษา หรือจัดลำดับการรักษาไว้ท้ายๆ หรือใช้ข้อมูลที่ได้มาในการจำกัดสิทธิอื่น

เช่น ไม่ให้ใช้สิทธิประกันสุขภาพหรือประกันสังคม จะรักษาต้องจ่ายเงินเองทั้งหมด ไม่ให้เข้าถึงบริการสาธารณะ ไม่ให้ใช้ขนส่งสาธารณะ ไม่ให้ติดต่อราชการ ไม่ให้เข้าร้านค้า (รัฐจะไปบังคับให้ร้านค้าต้องมีมาตรการนี้อีกที) ตัดสิทธิ์การเข้าถึงเน็ต (ซึ่งในบริบทการที่ต้องอยู่บ้านไปไหนไม่ได้สะดวก ก็เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะไปจำกัดความสามารถในการทำงานหารายได้ การทำธุรกรรมทางการเงิน การซื้อของกินของใช้ การศึกษา การติดต่อกับญาติ และการเข้าถึงข่าวสาร คนตอนนี้คนพึ่งเน็ตมากกว่าปกติ)

เหล่านี้เป็นเรื่องทำได้หรือไม่ เพราะอะไร จะเป็นการขัดต่อสิทธิในการได้รับการรักษาพยาบาลหรือไม่ (คือต่อให้ไม่มีข้อมูลว่าเคยไปอยู่กับใคร แต่ถ้ามีอาการเข้าข่าย ก็ควรได้รับการรักษาหรือไม่?)

ตรงนี้นอกจากเรื่องสิทธิพลเมืองแล้ว ในแง่จริยธรรมทางการแพทย์ก็ต้องตอบให้ได้ชัดเจนด้วย

(อันนี้ยังไม่นับเรื่องความเป็นเจ้าของสมาร์ตโฟน การเข้าถึงโครงข่าย ฯลฯ)

วันศุกร์ที่ 10 เมษานี้ ถ้าจะมีการประกาศใช้แอปจริง รายละเอียดที่น่าติดตามคือ จะใช้อะไรในการ “บังคับ” หรือ “จูงใจ” คนให้ติดตั้งแอป และถ้าไม่มีแอป ไม่มีข้อมูล ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร จะเก็บอะไรขึ้นกับบุคคลนั้น

หน้าที่ในการอธิบายของผู้ใช้อำนาจ

ไม่ว่าจะเลือกใช้มาตรการทางเทคโนโลยี ทางกฎหมาย และทางสาธารณสุขอะไรก็ตาม หน้าที่ในการอธิบายตัวนโยบายและตัวการออกแบบทางเทคนิคต่างๆ ให้คนทั่วไปที่จะได้รับประโยชน์และผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวได้เข้าใจอย่างชัดเจน เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจตัดสินใจเลือก

อย่างของ BlueTrace มีอธิบายข้อพิจารณาทางนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นที่มาของการออกแบบตัวโปรโตคอลทางเทคนิคที่นี่ https://bluetrace.io/policy/

หากมีหน่วยงานใดก็ตามในไทย ประกาศจะทำ contact tracing ทำนองนี้สำหรับโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็น #COVID19 หรือโรคใดก็ตาม เราก็คาดหวังคำอธิบายอะไรทำนองนี้เหมือนกัน ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องว่าการตัดสินใจใช้มาตรการต่างๆ นี้จะทำให้เกิดอะไร มีประโยชน์อะไร จะเอาอะไรไปแลกให้ได้ประโยชน์นั้นมา การเอาสิ่งนั้นไปแลก อาจมีผลกระทบอะไร ป้องกันความเสียหายยังไง เยียวยายังไง คือไม่ใช่ว่าค้านไม่ให้ทำไปเสียหมด ถ้าสมเหตุสมผล อธิบายได้หมด เราในฐานะประชาชนก็ควรสนับสนุน และจริงๆ การตั้งคำถามเหล่านี้ ก็คือการสนับสนุนทางหนึ่ง เป็นการสนับสนุนให้ทำอย่างรับผิดชอบ

ผลกระทบที่จะอยู่กับเราเกินอายุของวิกฤต

ช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ทุกสาขาอาชีพ (รวมไปถึงสิ่งที่อธิบายในเชิงอาชีพไม่ได้) ก็ทำในเรื่องที่เขาถนัดเพื่อช่วยเท่าที่ทำได้ สายคอมก็ดูมีเรื่องน่าตื่นเต้นเยอะ เป็นพรมแดนใหม่ๆ ความท้าทายใหม่ๆ อันนึงที่หลายคนก็ระวังกันอยู่แล้วก็คือ การตัดสินใจในภาวะวิกฤต ฉุกเฉิน เกี่ยวกับความเป็นความตาย ที่มีแนวโน้มจะทำให้เราเร่งตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาตรงหน้านี้ จะมีผลอยู่กับเรายาวนานกว่าตัววิกฤตเองหรือเปล่า และผลที่ว่านั้นเป็นผลที่เราอยากจะอยู่กับมันไปยาวๆ จริงไหม หรือมันมีวิธีอะไรที่จะจำกัดผลดังกล่าวให้อยู่แค่ช่วงสั้นๆ แค่ในช่วง “ภาวะยกเว้น” นี้ แต่ไม่ใช่ตลอดชีวิตเราและหลังจากชีวิตเรา

Paul-Olivier Dehaye, director of PersonalData.IO, speaks to Open Rights Group about the use of contact tracing surveillance in the global response to Covid-19.

bact: Complain-driven development

10 April, 2020 - 03:48

Adapting and Adjusting Change Management in an Agile Project

อย่าไปคิดแก้ปัญหาให้ครบถ้วนรอบด้าน มันทำไม่ได้ แก้เฉพาะเท่าที่ “จำเป็น” ก่อน ติดขัดไม่เป็นไร ค่อยๆ แก้ไข (ใครเดือดร้อนระหว่างนั้นก็ “ช่วยไม่ได้” จริงๆ) และต้องให้กำลังใจคนทำงานด้วย

อันไหนเป็นบั๊กแต่แก้ไม่ทัน ไม่อยากแก้ตอนนี้ หรือยังคิดไม่ออก ตอบกลับใน issue tracker เลย ว่า “Works for Me” หรือไม่ก็ให้ AE หรือ PR ช่วยคุยหน่อย บอกว่าจริงๆ มันเป็นฟีเจอร์ lol

Kitt: Stitches removed + lab result

7 March, 2020 - 13:20
Well, two weeks after the operation, I got stitches removed. The excision wound is somewhere between 4-5 cm long, it’s pretty intact. Still need to put a gauze pad for 4-5 more days though. So, what is it exactly ? Based on diagnostic surgical pathology, it’s an irritated seborrheic keratosis. Safe ? Yes.

Kitt: 5-min ETH Smart Contract

7 March, 2020 - 13:17
5-minute smart contract on ETH-compat blockchain network ? .. Yes, it is very possible .. if you already have some knowledge about it.

Kitt: Kobe B. Bryant

16 February, 2020 - 17:16
Kobe กับ Shaq: สองคนนี้เกลียดกัน Kobe เป็นเด็กหัวรั้น ซ้อมหนัก มั่นใจสูงมากว่าลูกบาสในมือเขามีโอกาสมากกว่าในมือคนอื่นในทีมเลยไม่ค่อยจ่ายบอล ในขณะที่ Shaq เข้ามายืนหนึ่งในทีม เฮฮา ปาร์ตี้หนัก ปล่อยเนื้อปล่อยตัว Kobe บ่นเรื่องนี้บ่อย ส่วน Shaq ไม่พอใจความรั้น แต่เขารู้ว่า Kobe จะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่แน่ ๆ ช่วงแรกที่สองคนนี้มาอยู่ Lakers มีเกมที่ Kobe ลงสนามแล้วยิง air ball เยอะมากจนโดนโห่ Shaq เป็นคนแรกที่วิ่งไปกอดคอ Kobe แล้วบอกว่า “มึงไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะเยาะเย้ย วันหนึ่งเวลาบอลอยู่ในมือมึง คนพวกนี้จะกลัวมึง” จุดเปลี่ยนเกิดในวันที่สองคนทะเลาะกันระหว่างซ้อม เวลานั้น Kobe กับ Shaq ร่วมทีม Lakers มาได้ 2-3 ปีแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงแชมป์ NBA สักครั้ง สองคนซ้อมคนละทีม Shaq talk trash … Continue reading Kobe B. Bryant →

Kitt: Got an operation

13 February, 2020 - 09:23
/me มีติ่งเนื้อที่ข้อพับหลังเข่าซ้าย เป็นอยู่หลายเดือนแล้ว ขนาดก็ไม่ได้โตขึ้นอะไร เมื่อวานไปผ่าตัดเอาออก ผ่าเล็กห้อง ER ฉีดยาชา  ไม่มีราก ขั้วไม่ใหญ่ เฉือนออกไม่มาก แต่กรีดแผลกว้างหน่อย 15 นาทีเสร็จ หมอเห็นติ่งเนื้อเองก็ไม่แน่ใจว่าคืออะไร เลยส่งตรวจ ส่วนตอนนี้พันแผลไว้ ห้ามแกะ ห้ามโดนน้ำ นัดตัดไหมอีกสองสัปดาห์ค่อยแกะทีเดียว